หน้าแรก การเมือง สมาพันธ์ครูใต...

สมาพันธ์ครูใต้ ชี้จ่ายเงินเดือน 2 รอบ ไม่ก่อให้เกิดผลดี หวั่นสร้างเงื่อนไขเพิ่มบุคลากรในอนาคต

14.09.23 | 10:17 น.

สมาพันธ์ครูภาคใต้ ฟันธง มติ ครม.เศรษฐา 1 เบิกจ่ายเงินเดือน 2 งวด ไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด เพิ่มบุคลากรภาครัฐ

วันที่ 14 กันยายน นายประทุม เรืองฤทธิ์ ประธานสมาพันธ์ครูภาคใต้เปิดเผยว่ามติคณะรัฐมนตรีให้เบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการเดือนละ 2 ครั้งเป็นเรื่องที่ดี ที่กระตุ้นการใช้จ่ายในภาคราชการ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงจร แต่จะกระทบปัญหามากมายตาม ด้วยเงินเดือนข้าราชการในบางประเภทผูกติดกับระบบการหัก ณ ที่จ่ายหลายรายการ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ที่หัก ณ ที่จ่ายเป็นภาระให้กับหน่วยงานต้นสังกัดตามข้อตกลง ในการหักเงินส่งใช้สหกรณ์ฯ

นายประทุมเปิดเผยว่า ซึ่งจะเป็นภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและการคำนวณค่าตอบแทนในการหัก ณ ที่จ่าย หมายถึงสหกรณ์จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพราะมีภาระงานเพิ่ม แน่นอนว่าโดยสถานภาพทางการเงินของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ย่อมนำมาซึ่งปัญหาที่ตามมาเพิ่มขึ้น

นายประทุมเปิดเผยว่า การหักเงิน ณ ที่จ่าย ของ โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ไม่สามารถแบ่งจ่ายได้ตามตัวเลข ไม่สามารถสรุปได้ในระหว่างรอบครึ่งเดือน ก่อนปัญหาการเรียกเก็บต่อไปและกระทบต่อสถานภาพของกองทุนในอนาคต

“ในระบบเงินเดือนบุคลากรในแต่ละหน่วยงานมีกำจัดเป็นการเพิ่มภาระงานโดยไม่จำเป็น และอาจจะเป็นการสร้างเงื่อนในการเพิ่มบุคลากรภาครัฐขึ้นในอนาคต แม้ในภาวะปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีมาช่วยงาน แต่ในหน้างานระดับการปฏิบัติบุคลากรทำงานยังมีความสำคัญ จึงเป็นประเด็นที่ต้องทบทวนให้รอบคอบว่ามติดังกล่าว ก่อผลให้เกิดด้านใด ได้หรือเสียมากกว่ากัน และที่สำคัญภาระผูกพันเชิงหนี้สินกับสถาบันการเงินอื่นได้ด้วยที่จะตามมาภายหลัง ไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด”

Advertisement

ด้านข้าราชการรายหนึ่ง ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะถูกกำหนดให้ชำระช่วงปลายเดือนทั้งค่าบ้าน ค่ารถ หากเงินถูกแบ่งออกเป็น 2 ก้อน ช่วงที่เหลือก่อนที่เงินจะออกอีก 1 งวดจะทำอย่างไร เกิดปัญหาแน่นอน ทั้งนี้ส่วนตัวไม่เกิดปัญหา เพราะทำงานมานาน มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบอยู่แล้ว แต่กลุ่มที่น่าห่วงคือข้าราชการที่เพิ่งเริ่มทำงาน และเริ่มมีการผูกหนี้ ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายปลายเดือน หรือต้นเดือน หลังจากนั้นเงินจะไม่พอใช้

“รัฐบาลควรไตร่ตรองเรื่องดังกล่าวอย่างรอบครอบ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการ เพราะเงินเดือนเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของประชาชน” ข้าราชการรายแรกระบุ

ขณะที่ราชการรายที่สอง ระบุว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหา เพราะบริหารค่าใช้จ่ายตายตัว แต่มองว่าต้องดูปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากบางคนมีค่าใช้จ่ายช่วงปลายเดือนเป็นเงินก้อนใหญ่ อาทิ ค่าผ่อนชำระที่อยู่อาศัย ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน ค่าสาธารณูปโภค กลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะเงินก้อนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เมื่อเงินถูกแบ่งออกจะทำให้เงินที่เหลือใช้ช่วง 15 วันก่อนที่เงินเดือนจะออกอีก 1 รอบลดน้อยลง และจะมีปัญหากับการดำรงชีวิต เพราะหลายคนคุ้นชินกับการดำเนินชีวิตที่มีเงินออกช่วงปลายเดือน เพื่อใช้จ่ายหลากหลายด้าน โดยหลักจ่ายช่วงปลายเดือนกับต้นเดือน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าตามปกติคนส่วนใหญ่จะได้รับเงินเดือนเป็นก้อนเดียวช่วงปลายเดือน และนำเงินก้อนดังกล่าวมาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในแต่ละส่วน เมื่อถูกแบ่งออกเป็น 2 ก้อนช่วงแรก คงจะเกิดปัญหาบ้างสำหรับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายมากระจุกตัวช่วงปลายเดือนกับต้นเดือน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้วิธีการตัดบัญชีจากธนาคาร

หากถามว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ต้องเรียนว่าหากเป็นไปตามปกติการใช้ชีวิตที่ผ่านมาคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาทุกคนมีความคุ้นชินกับการดำเนินชีวิตที่มีเงินออกช่วงปลายเดือน เพื่อนำไปมาใช้จ่ายในหลากหลายด้าน ซึ่งทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องจ่ายอะไรบ้าง ซึ่งโดยหลักก็จะต้องจ่ายช่วงปลายเดือนกับต้นเดือน ดังนั้นควรทดลองใช้ระยะหนึ่งก่อนประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หรือทดลองกับข้าราชการส่วนหนึ่งก่อน