‘การเมือง vs ปากท้อง’ ‘มติชน x เดลินิวส์’ ซาวเสียงถึงรัฐบาลใหม่ นอกสภาต้องการอะไร?

16.09.23 | 12:33 น.
‘การเมือง vs ปากท้อง’ ‘มติชน x เดลินิวส์’ ซาวเสียงถึงรัฐบาลใหม่ นอกสภาต้องการอะไร?
ผู้บริหารและบรรณาธิการ ร่วมแถลงข่าว “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” ที่ชั้น 8 ของอาคารเดลินิวส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมา

‘การเมือง vs ปากท้อง’ ‘มติชน x เดลินิวส์’ ซาวเสียงถึงรัฐบาลใหม่ นอกสภาต้องการอะไร?

เปลี่ยนการเมือง กับ แก้ปากท้อง เป็นคุณจะเลือกอะไร?

คือโจทย์ใหญ่โจทย์ใหม่ ที่จะต้องร่วมกันหาคำตอบ

เป็นความท้าทายของ สื่อมวลชนที่จะรับบทจะอาสาซาวเสียงอีกครั้ง หลัง 2 สำนักใหญ่อย่าง มติชน x เดลินิวส์ โยนคำถามหยั่งกระแส 2 ครั้งแรก อยากเห็นใครเป็นนายกฯ? อยากได้พรรคไหนเป็นรัฐบาล? ทั้งนักการเมือง คนดัง เข้ามารุมโหวต จนกล่าวขานว่าเป็น “โพลครั้งประวัติศาสตร์” ก็ว่าได้

เพราะสะท้อนผลการเลือกตั้งได้ชัดเจน ตรงเผงขนาดที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ยังออกปากชมว่า ‘แม่นเว่อร์’ สนใจในวิธีการ ด้วยผลโพลที่ออกมาสอดคล้องกับผลเลือกตั้ง ซึ่ง ‘พรรคก้าวไกล’ ยืนหนึ่ง

Advertisement

“ทีมงานกองอำนวยการเลือกตั้งศึกษาของพรรค ศึกษาดูแล้วว่า ผลการเลือกตั้งตรงกับผลโพลใดมากที่สุด ก็พบว่าเป็นโพลของเดลินิวส์และมติชน”

ทว่า นาทีนี้คือการเผชิญด่านหิน หลังได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นามว่า เศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจผู้ลงเล่นการเมืองสมัยแรก แถลงนโยบายแบบเต็มแม็กซ์ ลิสต์ 4 ภารกิจเร่งด่วนเอาไว้แล้ว ทั้งแก้หนี้ ลดราคาพลังงาน อัดฉีดเงินดิจิทัล 10,000 บาท รวมไปถึง ‘รื้อรัฐธรรมนูญ’

พรรคเพื่อไทยในฐานะกัปตันเรือ ต้องเร่งเดินหน้าพิสูจน์ฝีมือเพื่อลบข้อครหา เพราะความสำคัญของการมีรัฐบาล คือเป็นตัวกลางแก้ปัญหา

แต่สำหรับประชาชน อะไรคือปัญหาด่วนจี๋ที่แท้จริง?

ถึงเวลา ‘ส่งเสียงความต้องการ’ อีกครั้ง

นี่จึงเป็นที่มาของการร่วมมืออีกหน หลังจากโพลเลือกตั้ง 66 ได้รับผลตอบรับเกินคาด ทั้งช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งช่องทางกระดาษ ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดบนหนังสือพิมพ์ของสื่อทั้งสองสำนัก

เมื่อไม่นานมานี้ มีการแถลงความร่วมมือครั้งใหม่ เตรียมเปิดให้โหวตความเห็น ตั้งแต่ 1-31 ตุลาคมนี้ ว่าระหว่าง 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ ต้องการให้หันเข็มทิศมุ่งไปแก้ด้านไหนก่อน

“ได้เวลาที่เราควรจะจับมือกัน เพื่อทำโพล “เดลินิวส์ x มติชน : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” ในการสะท้อนเสียง ว่าอะไรคือความคาดหวังที่แท้จริงของประชาชน ที่ต้องการให้รัฐบาลลงมือทำ และอยากเห็นฝ่ายค้านติดตาม ตรวจสอบได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็นมากขึ้น”

ประพิณ รุจิรวงศ์

ประพิณ รุจิรวงศ์ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ เผยถึงเหตุผลและจุดมุ่งหมาย ในการทำโพลครั้งที่ 3 เพราะ 2 ครั้งแรกของการรวมพลัง ได้สร้างปรากฏการณ์ มีผู้เข้าร่วมโหวตกว่า 170,000 ราย

“ทำหน้าที่สะท้อนฉันทามติในกลุ่มประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ได้อย่างแม่นยำ”

“เสรีภาพคือการที่ประชาชนสามารถส่งเสียงไปถึงรัฐบาลได้ ประชาธิปไตยคือการที่ผู้แทนราษฎรและรัฐบาล รับฟังเสียงเหล่านั้น เสียงจากโพลครั้งนี้จะสามารถเป็นตัวแทนความต้องการของประชาชนได้อย่างมีน้ำหนัก และเป็นประโยชน์” หัวเรือเดลินิวส์เชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

6 ทศวรรษเดลินิวส์ พร้อมใช้ประสบการณ์เป็นสื่อกลาง

“ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เยอะ สำหรับผมคิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะเหนื่อยอยู่” เป็นความเห็นปนความห่วงใย ของ ปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์อีกหนึ่งท่าน

ปารเมศ เหตระกูล

ที่มองประเทศไทยหลังเลือกตั้งผ่านไปเกือบ 4 เดือน ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร หมายความว่า ประเทศเราจะได้เริ่มเดินหน้าอีกครั้ง จึงขออาสาเดินหน้าถามประชาชนอีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลรับทราบ จัดการนโยบายได้ตรงจุด

“เพราะประเทศไปต่อได้เมื่อมีการสะท้อนความเห็นต่อกันบนพื้นที่สาธารณะ สื่อทั้งสองก็อยากเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน”

จากการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ปารเมศสังเกตเห็นการเดินพบปะประชาชนหลากหลายกลุ่มและพื้นที่ แทบทุกระดับชั้นของสังคม สะท้อนให้เห็นความต้องการที่จะรับฟังเสียง

แต่โพลที่กำลังจะเกิดขึ้นต้นเดือนตุลาคมนี้ เชื่อว่าจะเป็นเสียงเรียกร้องที่มาโดยธรรมชาติ เปิดกว้างทุกพื้นที่และทุกระดับ เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ พร้อมเป็นสื่อกลางใช้ประสบการณ์ของกลุ่มสื่อที่ก่อตั้งมากกว่า 60 ปี ที่มีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึก ความเดือดร้อน และความต้องการ ที่เกิดขึ้นในวงกว้างอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าประเทศไทย

เริ่มเลย ไม่รอ ไม่แผ่ว! เปิดกระดานขยายปัญหา กระตุ้นสังคมตื่นตัว

“สาระสำคัญของแคมเปญนี้ ประกอบไปด้วย 3 คีย์เวิร์ด คือ ‘รัฐบาล ปัญหา ประชาชน’ โดยองค์ประกอบทั้ง 3 สิ่งนี้ สะท้อนกันไป-มา”

ปานบัว บุนปาน

มุมมองของ ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) สื่อสารชัด ว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากที่รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนจึงจะแก้ปัญหาได้ และประชาชนจะได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ก็ต้องสะท้อนปัญหาที่แท้จริงกลับมาให้ได้ โดยหน้าที่ของสื่อในวันนี้ คือการสร้างพื้นที่เพื่อ ‘สะท้อนความเห็น’ ไปสู่ผู้นำ ผู้มีอำนาจ และรัฐบาลชุดใหม่

ปานบัวประกาศสร้างพื้นที่รวบรวมความเห็น ซึ่งนอกจาก 2 สื่อแล้ว ยังมีอีก 2 สำนักทั้งทางด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มาร่วมมือด้วย ก่อนเปิดให้ทำโพล 1 เดือนเต็ม (1-31 ต.ค.) ระหว่างทางก็ทยอยเผยแพร่ข่าว ปลุกความตื่นตัว เชิญชวนคนมาร่วมแสดงความเห็น

“เพราะความจริงแล้ว ‘ความเห็น’ ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงแค่กรุงเทพฯ แต่กระจายไปทั่วประเทศ อยู่ตามท้องถิ่น ชุมชน ตลอดทั้งเดือนก็น่าจะเป็นการทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาอีกระลอก หลังจากนั้นเมื่อมีการปิดโพล ก็จะชี้ผลโพลได้ทันที ปิดท้ายแคมเปญนี้ด้วยเวทีครั้งใหญ่ของเรา วิเคราะห์ผลโพลที่ออกมา” เอ็มดีมติชนแง้มไฮไลต์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

จะออกมารูปไหนยังไม่มีใครรู้ ล้วนแล้วแต่เป็นความเห็นส่วนบุคคลในตอนนี้

“โพลนี้จะเป็นกระดาน เป็นการเปิดเวทีที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ กระทั่งนำปัญหาที่ปรากฏขึ้นมาขยาย รวมถึงให้แนวทางในการแก้ไข” ปานบัวเผย

เพราะถ้าหากรัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านเข้มแข็ง แต่ประชาชนหลับใหล สังคมไทยคงเดินไปได้ยาก สำหรับผู้บริหารมติชน สิ่งที่ต้องการคือ ‘ภาคประชาชนที่เข้มแข็ง’

“เราเห็นการตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้งก็ยังสูงอยู่ แต่เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จทำไมการตื่นตัวลดวูบ คิดว่าวิถีประชาธิปไตยไม่ต้องรอรอบใหม่ หน้าที่ของสื่อคือ รัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านน่าจับตามอง ภาคประชาชนส่งเสียง สื่อทำหน้าที่เต็มที่ในการเป็นกระดานสะท้อนจุดนี้
หลายคนคิดว่า สิทธิและเสียงของเราหมดไปตั้งแต่เลือกตั้ง หมดอย่างสิ้นเชิงเมื่อตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ความจริงไม่ใช่ สิทธิและเสียงยังอยู่ ไม่น้อยกว่าเดิม ถ้าเรามีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็นกลับไปสู่รัฐบาล”
ปานบัวชวนมองอีกด้าน

อยู่ได้ด้วยประชาชน พิสูจน์ด้วยรับฟัง

เอ็มดีมติชนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนแล้วแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด

“ไม่ว่าจะประกาศอะไรไว้ เมื่อเข้ามาสู่การรับตำแหน่งอยู่ในวาระจริง สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือฟังเสียงประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาที่อยู่ในวาระ เพราะไม่ว่ารัฐบาลใด อยู่ได้ด้วยประชาชน พิสูจน์ตัวเองได้โดยการที่รับฟังปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน นำมาแก้ไข เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเป็นความคาดหวังของประชาชนจริงๆ”

ปานบัวหวังว่า การทำแคมเปญในครั้งนี้จะนำไปสู่การตื่นตัวอีกระลอก เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ไม่ว่านโยบายจะเป็นอย่างไร เมื่อผลออกมาก็สามารถนำไปปรับจูนนโยบาย แก้ปัญหาที่ภาคประชาชนเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนได้

“ในส่วนของสื่อเอง เรากระตุ้นเสมอว่าเมื่อประชาชนไม่แผ่ว เราก็ต้องไม่แผ่ว กิจกรรมการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้น คือวิถีของประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นปกติที่สุด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตรวจสอบกันตามปกติจริงๆ ซึ่งการที่จะอยู่ได้ด้วยวิถีประชาธิปไตย เราต้องเรียกร้องกันตั้งแต่วันนี้ การมีส่วนร่วมควรทำให้เป็นปกติ”

“หากใครมองข้อดีเป็น ก็สามารถนำไปปรับจูนนโยบายอะไรได้อีกมาก” ปานบัวทิ้งท้าย

โพลรอบนี้เหมือน ‘ประชาพิจารณ์’ กระทุ้งปัญหาเชิงลึก

ถึงคิว ปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ลงลึก 3 ประเด็นที่ได้จากประสบการณ์ทำโพล 2 ครั้ง ช่วงก่อนเลือกตั้ง 2566

ปราปต์ บุนปาน

มองเห็นจุดเด่น ว่าเป็นการสร้าง ‘ระบบหลังบ้าน’ ช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึก เห็นโครงสร้างประชากร ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศสภาพ รวมถึงพื้นที่หรือจังหวัดของผู้มาตอบแบบสอบถาม ส่วนโพลล่าสุดถามถึงปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข

“เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้เราเห็นความละเอียดซับซ้อนของปัญหา และเห็นลักษณะเฉพาะของปัญหาของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น” ปราปต์หยิบยกข้อดีแรก

ส่วนข้อดีที่ 2 คือ เป็นเหมือนการสำรวจความนิยมที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง

“โพลมีน้ำหนักคล้าย ‘ประชามติ’ เป็นการถามเพื่อให้ประชาชนตัดสินในเรื่องใหญ่ๆ ด้วยคำถามที่เรียบง่าย คำถามหลักมีแค่ 1-2 ข้อ ประชาชนตอบได้ชื่อเดียวว่าจะเลือกใคร พรรคไหน แคนดิเดตนายกฯคนไหนที่นิยม แต่เมื่อมาถึงโพลครั้งนี้ ที่จะทำร่วมกันเป็น ‘โพลเชิงนโยบาย’ สิ่งหนึ่งซึ่งเราต้องตระหนักและจะร่วมกันออกแบบ คือโพลนี้จะมีความโน้มเอียงไปในทาง ‘ประชาพิจารณ์’ มากกว่า ‘ประชามติ’ ผู้ทำโพลรวมถึงคนตอบแบบสอบถาม อาจจะต้องพิจารณาถึงปัญหาที่มีอยู่มากในสังคม ซึ่งคำตอบที่ออกมาก็จะหลากหลายตามโครงสร้างประชากรที่มีอยู่มาก” ปราปต์เห็นภารกิจที่ท้าทายของสำนักข่าวทั้ง 2 อยู่รำไร

นอกจากจะมีทีมของ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ที่ร่วมเป็นแกนกลางในการจัดทำข้อมูลสถิติ ยังมีการทาบทามนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 2 ชุด ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ มาร่วมให้ความเห็นผ่านหน้าสื่อเป็นระยะอีกด้วย

แบกฝันคนนับ 10 ล้าน ความท้าทายของรัฐบาลเศรษฐา

ปราปต์ขยายภาพปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจ

“ข้อแรก อาจจะปฏิเสธไม่ได้และต้องยอมรับคือเราเห็นความตั้งใจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายกฯท่านใหม่ ว่ามีความกระตือรือร้นและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่อยากจะผลักดันให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นถึงความท้าทายอยู่หลายจุด

ประการแรกผมเข้าใจว่าสื่อมวลชนแทบทุกสำนักเห็นตรงกัน คือรัฐบาลชุดนี้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ใหญ่และทะเยอทะยานมากๆ ทั้งในแง่เม็ดเงินและเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นทั้งความคาดหมายและความท้าทาย” ปราปต์สรุปภาพกว้าง

เห็นสิ่งที่รัฐบาลต้องแบกรับ คือความต้องการ ‘เปลี่ยนการเมือง’ อันเป็นความฝันของคนจำนวนนับ 10 ล้าน เห็นชัดว่ารัฐบาลต้องพยายามแบกไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการอย่างไร

ในการประชุมสภา ปราปต์มองเห็น ส.ส.หน้าใหม่ ต่างจากภาพจำเดิม เป็นคนรุ่นใหม่ คนในโซเชียล แต่กลับอภิปรายรายละเอียดในพื้นที่ได้น่าสนใจ

“มีคนพูดเรื่องน้ำ เรื่อง PM2.5 ปัญหาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีน การเกษตร ทั้งเรื่องพืชผล-ปศุสัตว์ ที่ดิน น่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่จะปรากฏในโพล รวมถึงคำตอบในโพลซึ่งทางมติชนและเดลินิวส์จะทำร่วมกัน”

“ผมและทีมงานทั้งหมดเชื่อว่า โพลมติชน x เดลินิวส์ครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า นอกจากรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว ประชาชนนอกทำเนียบรัฐบาลและสภาเขาต้องการอะไรกันแน่ มีทรรศนะอย่างไรกับปัญหาต่างๆ ในประเทศนี้” ผู้บริหารมติชนขยายภาพความท้าทาย

ชวน ‘พักรบ’ ช่วยกันขบคิด ส่องไฟให้ทาง สร้าง ‘แอ๊กทีฟ ซิติเซน’

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปรียบเปรยการทำโพลในครั้งนี้ ในแง่ของวิชาการ คือโพลประวัติศาสตร์ ในมุมชาวบ้านเรียกว่า แม่นเหมือนถูกหวย แต่ครั้งนี้จะต่างออกไป

อัครพงษ์ ค่ำคูณ

“มติชนกับเดลินิวส์ นอกจากจะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนแล้ว ทั้งสองสื่อใหญ่ ทำในสิ่งที่เท่ากับทฤษฎีสื่อ คือเป็นทั้ง Mirror and Lamp เป็นกระจกสะท้อนปัญหา”

แม้ไม่ได้ใช้วิธีการสำรวจทางสถิติ ตามแบบวิชาการ ไม่ได้ถามโต้งๆ แต่ให้โจทย์ไปคิด เพื่อให้เกิด active citizen ให้ผู้ตอบเป็นคนที่อยากจะตอบ อินกับเรื่องนี้ จึงยกให้เป็นตัวทำ ‘วงการโพลในไทยปั่นป่วน’ ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์จริยธรรมสื่อ เป็นตัวอย่างที่ไม่เพียงแค่รายงานผล แต่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง

“สะท้อนเสร็จเราก็ไปฉาย ประดุจไฟฉายนำทาง สังคมเราไม่ต้องการแสงสว่างปลายอุโมงค์ ต้องการแสงสว่างตอนนี้”

นักวิชาการยังมองว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้อง ‘พักรบกันชั่วคราว’

“ต้องให้กำลังใจทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ว่าตอนนี้จะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งที่หาเสียงไว้ ทำให้สิ่งที่ถูกพูดในสภาว่า ตระบัดสัตย์ หรือโกหก ไม่เป็นความจริง” อดีตคณบดี หวังใจว่าสังคมไทยจะเจริญและก้าวไปข้างหน้าด้วยการร่วมมือ

อธิษฐาน จันทร์กลม