เจ้าหน้าที่ กทม. ว่าไงแบ่งจ่ายเงิน 2 รอบ? แนะรัฐบาลปรับขึ้นฐานเงินเดือน ช่วยดูแลเรื่องหนี้สินดีกว่า
เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา มีมติเปลี่ยนการจ่ายเงินข้าราชการจากเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2567 ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามความเห็นบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ของหน่วยงานภายในศาลาว่าการ กทม.
ลูกจ้างประจำ กทม.รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ลำพังแค่จ่ายเดือนละครั้ง รายจ่ายก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว โดยในหนึ่งเดือนมีการจำกัดค่าใช้จ่ายไว้อยู่แล้ว พอจะแบ่งจ่ายเดือนละ 2 ครั้ง ตนแบ่งเงินไม่ถูก ทุกคนมีค่าสหกรณ์ ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ปกติเงินเดือนมาก้อนหนึ่งจัดแจงได้ แต่ถ้านโยบายออกมาแบ่งจ่าเดือนละ 2 ครั้ง จะจัดแจงค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายด้วยเงินเดือนเกินกว่า 50% ด้านเพื่อนๆ ลูกจ้างประจำ กทม.ด้วยกันก็ไม่เห็นด้วย
เมื่อถามว่า การแบ่งจ่ายเงินทุกครึ่งเดือนจะช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยคล่องตัวหรือไม่ ลูกจ้างประจำ กทม.รายหนึ่ง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะส่วนตัวได้รับเงินเดือนน้อย
“อยากให้มีการขึ้นเงินเดือนมากกว่า ทำไมต้องมาทำแบบนี้ อยากให้ทำแบบเดิมดีกว่า” ลูกจ้างประจำ กทม.รายหนึ่งกล่าว

ด้านข้าราชการ กทม.รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว เพราะมีบรรดาหนี้สินต่างๆ ที่จะต้องหักตั้งแต่ต้นเดือน ทั้งจ่ายสหกรณ์ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ประเด็นที่ 1 จะมีระบบรองรับในการหักหนี้สิน 2 รอบหรือไม่ ประเด็นที่ 2 ถ้ามีการจ่ายเงินเดือนครึ่งหนึ่ง ต้องมีการบริหารจัดการให้มีเงินเหลือพอที่จะชำระหนี้ในช่วงต้นเดือนหน้า ซึ่งถ้าคนที่บริหารจัดการเงินส่วนบุคคลไม่ดี จะเกิดปัญหาในลักษณะที่รัฐผลักภาระให้ข้าราชการ ถ้าคนไหนมีเงินเดือนสูง หรือมีเงินเก็บออมอยู่แล้ว จะไม่มีปัญหา แต่คนที่มีเงินเดือนน้อยจำเป็นต้องใช้เงินก่อนระหว่างการจ่ายหนี้ จะทำให้จ่ายหนี้ไม่ได้ สุดท้ายจะมีการกู้หนี้ยืมสินใหม่ ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา
“ยังไม่เห็นความชัดเจนที่รัฐบาลจะไปคุยกับสถาบันการเงิน ในการแบ่งจ่ายหนี้ออกเป็น 2 รอบ” ข้าราชการ กทม.รายหนึ่งกล่าว
ข้าราชการ กทม.รายหนึ่ง กล่าวด้วยว่า ได้คุยกับบรรดาเพื่อนๆ ข้าราชการด้วยกัน ก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับมติดังกล่าว เพื่อนคนนึงต้องแบ่งเงินเดือนให้ครอบครัวใช้จ่าย 15,000 บาท จะเป็นการเพิ่มภาระในช่วงกลางเดือนที่ต้องถือเงินไว้
อีกทั้งจะเป็นปัญหากับฝ่ายการเงินของแต่ละหน่วยงาน เพราะเป็นการเพิ่มภาระงาน เดิมทีเขาต้องมีการตั้งฎีกาเพื่อเขียนขอเบิกเงินจากรมบัญชีกลาง การแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 ครั้งเป็นการเพิ่มภาระงานให้เจ้าหน้าที่โดยไม่จำเป็น เพราะมีเจ้าหน้าที่เพียง 1-2 คน ในการจัดการเรื่องเงินเดือนของแต่ละหน่วยงาน ส่วนการให้ข้าราชการเลือกการจ่ายเงินเดือนได้ ก็จะสร้างความวุ่นวายให้กับเจ้าหน้าที่การเงิน
“แต่บางคนเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้เงินเดือนเร็วขึ้น เขาไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน เขามีเงินออมอยู่แล้ว คนแบบนี้จะไม่มีปัญหาเลย และอาจจะเป็นผลดีกับเขาที่ได้เงินสดมาไว้ในมือเร็วขึ้น” ข้าราชการ กทม.รายหนึ่งกล่าว
ข้าราชการ กทม.รายหนึ่ง เผยอีกว่า สำหรับข้อเสนออยากให้มีการปรับฐานเงินเดือนขึ้น เพราะไม่ได้ขึ้นมา 11 ปีแล้ว ปัจจุบันนับภาระค่าครองชีพสูงมาก ยิ่งการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ค่าครองชีพยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องตระหนักในการดูแลคุณภาพชีวิตของข้าราชการมากกว่า ซึ่งยังไม่เห็นรูปธรรมของนโยบายการขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรี 25,000 บาท ในปี 2570
“รัฐบาลก็รู้ว่าข้าราชการเป็นหนี้เยอะ เพราะเงินเดือนน้อย การขึ้นเงินเดือนจะเป็นเรื่องที่ดีมาก หรือการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับลดดอกเบี้ย ให้สวัสดิการเหล่านี้มากขึ้น ตามฐานเงินเดือนเป็นขั้นบันได โดยคนที่ได้เงินเดือนน้อย จะมีการปรับลดดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์ให้ มากกว่าที่รัฐบาลจะไปทำเรื่องแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 ครั้ง” ข้าราชการ กทม.รายหนึ่งกล่าว

ด้านข้าราชการ กทม. สำนักการคลังรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องเงินเดือน ไม่ได้ทำเรื่องเงินเดือนอย่างเดียว เขาต้องตรวจเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การตรวจเงินล่วงเวลา (เงินโอที) ซึ่งมีรอบกำหนดจ่ายเหมือนกัน
“ต้องเห็นใจคนทำงาน เพราะเงินโอทีต้องออกภายใน 1 วัน หลังจากเขาตั้งฎีกา พอเงินโอทีออกช้า ก็มีการร้องเรียนกัน และยังต้องทำเรื่องเงินเดือนอีก เป็นการเพิ่มภาระเอกสารคูณสองเข้าไปอีก ปกติแต่ละเขตส่งมา 3,000 ฎีกา ต่อเดือน ก็จะเพิ่มขึ้นมา 6,000 ฎีกา ต่อเดือน ไม่รวมฎีกาอื่นๆ ด้วย” ข้าราชการ กทม.สำนักการคลังรายหนึ่ง
ข้าราชการ กทม.สำนักการคลังรายหนึ่ง เผยอีกว่า ข้าราชการส่วนใหญ่มีหนี้สินทั้งนั้น ไม่มีใครโดนหักแค่ค่าประกันสังคม ภาษีเงินได้ นอกจากผู้บริหารระดับสูง ทั้งนี้ เงินข้าราชการส่วนใหญ่มีการหักหนี้สินต่างๆ ออกไปก่อนที่จะรับเงินเดือนแล้ว

