มีความจำเป็นต้อง ให้ความสำคัญกับบทบาทและความหมายแห่ง “ข้อสั่งการ” ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะในเรื่องการปรับกระบวนการจ่ายเงินเดือน ไม่ว่าจะในเรื่องทบทวนคำสั่ง คสช.อันเนื่องแต่ “มาตรา 44”
หากจับจาก “ปฏิกิริยา” อันมีต่อกระบวนการการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กระทั่งต้องมีการปรับและใช้เวลาทั้งในด้านการพิจารณาและในด้านการเลือก อาจมองเห็น “ปัญหา”
เช่นเดียวกับเมื่อมี “ข้อสังการ” ในเรื่องให้ทบทวนคณะกรรมการ หรือการปฏิบัติอันมีพื้นฐานมาจากคำสั่ง คสช. คำสั่งอันเนื่องแต่มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
อาจมีความผิดพลาดและความเข้าใจผิดต่อนิยามแห่งคำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” อันมาจากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่ออำนาจของนายกรัฐมนตรีและอำนาจของ ครม.
กระนั้น หากพิจารณาอย่างมีความเข้าใจต่อเจตนาดีอันสะท้อนผ่าน “ข้อสังการ” ของนายกรัฐมนตรีก็จะเข้าใจต่อจิตวิญญาณอันมาพร้อมกับความเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน
เป็นความเข้าใจระหว่าง “ระบบราชการ” กับ “การเมือง”
ไม่ว่าจะมี การอธิบายอย่างไร ไม่ว่าจะมีการแสดงออกของ นายเศรษฐา ทวีสิน ในห้วงที่เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไร แต่ภายในการแสดงออกนั้นก็มีตัวตนดำรงอยู่
เป็นตัวตนอันมีรากฐานในทางธุรกิจมาจาก “ภาคเอกชน” เป็นตัวตนอันมีเจตนาที่ดีไปในเส้นทาง “ประชาธิปไตย”
เพราะความเคยชินในการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาคเอกชนกระทั่งประสบความสำเร็จมิใช่หรือ จึงมองเห็นว่ากระบวนการจ่ายเงินเป็น 2 ขยักคือนวัตกรรมจำเป็นต่อระบบราชการ
เพราะตระหนักในจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตยมิใช่หรือ จึงมองเห็นว่าประกาศและคำสั่งอันเนื่องแต่ คสช.อันยึดโยงอยู่กับมาตรา 44 คือสิ่งแปลกปลอม
ความคิดของ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ให้ทบทวนและสะสางคำสั่งจึงทะลวงเข้าไปยังผลผลิตของ คสช.ของรัฐประหารโดยตรง
หากมองจาก ความต้องการโดยพื้นฐานของ พรรคก้าวไกล ตั้งแต่ยังเป็น พรรคอนาคตใหม่ ก็อยากเห็นการศึกษาและหาทางยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช.มิใช่หรือ
ตรงนี้ย่อมเป็นเป้าหมาย “ร่วม” กับ นายเศรษฐา ทวีสิน
ภายใน “ข้อสังการ” ของนายกรัฐมนตรีที่นำบทเรียนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบการบริหารราชการ จึงเป็นการนำนวัตกรรมเข้ามาอย่างเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี
นี่ย่อมเป็นจังหวะก้าวอันก้าวหน้าและน่าที่จะเปิดใจกว้างในการรับและลงมือปฏิบัติหากผ่านการพิจารณาและไตร่ตรอง
เป็นจุดร่วม นายทักษิณ ชินวัตร กับ นายเศรษฐา ทวีสิน

