หน้าแรก การเมือง อ่านนโยบายรัฐ...

อ่านนโยบายรัฐบาลเศรษฐาโดยสังเขป โดย โคทม อารียา

18.09.23 | 18:00 น.

ก่อนเข้าทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งได้อภิปรายถกเถียงนโยบายดังกล่าวอย่างกว้างขวางถึงสองวัน ในวันที่ 11 และ 12 กันยายน 2566 ขอยอมรับว่าผมไม่ขยันพอ จึงไม่ได้ฟังการอภิปรายในทั้งสองวันนั้น ได้แต่ติดตามการอภิปรายเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ได้อ่านเอกสารนโยบายกว่าสองรอบและพลิกอ่านนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เพื่อดูข้อแตกต่างอย่างคร่าว ๆ จึงมีข้อสังเกตบางประการที่ขอนำเสนอในที่นี้

รัฐบาลประยุทธ์เขียนนโยบายโดยแบ่งเป็นข้อ ๆ ชัดเจน คือนโยบายหลักมี 12 ด้าน นโยบายเร่งด่วนมี 12 เรื่อง ก่อนเข้าเรื่องนโยบาย มีการกล่าวถึงปัญหาโดยสังเขปว่า ประเทศติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลากรูปแบบ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำของโอกาส และความเหลื่อมล้ำของรายได้และทรัพย์สิน หรือแม้แต่การต่อสู้กับความไม่สงบภายในประเทศในอดีต มาสู่การต่อสู้กับภัยคุกคามที่ไม่มีแบบแผนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ เครือข่ายการก่อการร้ายข้ามชาติ โรคระบาด และสงครามไซเบอร์ รัฐบาลประยุทธ์เสนอหลักการสำคัญคือ การพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และทำให้ประชาชนคนไทยมีความมั่นคง อยู่ดีมีสุข

รัฐบาลเศรษฐาเกริ่นนำถึงเจตนารมณ์ของนโยบายที่ “มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนา” แล้วมีการพรรณนาปัญหาต่าง ๆ ความยาวประมาณ 12 ย่อหน้า ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ และกล่าวถึงปัญหาสังคมและการเมืองเพียงเล็กน้อย ในเรื่องหลักการสำคัญ มีการกล่าวถึงการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นกลไกในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต

รัฐบาลเศรษฐาแบ่งนโยบายเป็นนโยบายระยะสั้นที่ต้องกระตุ้นรายจ่าย และนโยบายระยะกลางและระยะยาวที่ต้องเสริมขีดความสามารถให้แก่ประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายระยะสั้นมี 4 ประการคือ

Advertisement

1) กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โดยการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet พร้อมทั้งประคองภาระหนี้สิน

2) ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หาแหล่งพลังงานใหม่

3) สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า ปรับปรุงระบบคมนาคมที่เป็นประตูสู่ประเทศไทย

4) แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ

นโยบายระยะกลางและระยะยาวที่เน้นภาคเศรษฐกิจประกอบด้วย

1) การสร้างรายได้โดยใช้เศรษฐกิจเชิงรุก เช่น การใช้การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้า และการบริการสู่ตลาดใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้

2) พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมความมั่นคง เป็นต้น

3) พัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดน

4) ส่งเสริมการเกษตรและการประมง

นโยบายระยะกลางและระยะยาวที่เน้นกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มประกอบด้วย

1) สนับสนุนให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ เช่น ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน สนับสนุนการปลูกไม้ยืนต้น

2) ปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุราพื้นบ้าน

3) กระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด CEO

4) เปิดรับแรงงานต่างด้าว

5) สนับสนุน soft power หรือความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ รวมทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาต่อยอดศิลปะ วัฒนธรรมและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างรายได้ผ่านการส่งเสริม  1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power เป็นต้น

6) สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

นโยบายระยะกลางและระยะยาวที่เน้นคุณภาพชีวิตประกอบด้วย

1) การมีชีวิตที่ปลอกภัย โดยการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยราชการความมั่นคง การพัฒนากองทัพ การแก้ปัญหายาเสพติด โดยถือว่า ‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’ เป็นต้น

2) สร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ทำประเทศให้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน

3) จัดให้มีบริการพื้นฐานด้านการรักษาพยาบาลใกล้บ้าน

4) ดูแลกลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

5) สนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ รวมถึงจะใช้กลไกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อเปิดโอกาสให้สตรีในชุมชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับสร้างอาชีพ สร้างรายได้

6) เปิดรับความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา และอุดมการณ์ ให้ผู้ที่แตกต่างสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้หลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง

ข้อความข้างต้นเป็นการย่อความคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐา ซึ่งข้อความเต็มหาอ่านได้ทางอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ผู้อ่านนโยบายหลายคนคงรู้สึกว่านโยบายรัฐบาลเศรษฐาเขียนแบบไม่ค่อยผูกพันตัวเอง คือเขียนให้พลิ้วได้ สมัยก่อน กรณีการพลิ้วแบบนี้เราเคยใช้สำนวนว่าลื่นแบบปลาไหล สงสัยว่าจะตรงกับสมัยนี้หรือไม่

ต่อไปจะขอยกบางประเด็นที่ค้างคาใจมาอภิปราย ได้แก่ประเด็นรัฐธรรมนูญ สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การกระจายอำนาจ การปฏิรูปกองทัพ และนิรโทษกรรมคดีการแสดงออกทางการเมือง

เรื่องแรกที่ขอยกมากล่าวคือเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ได้มีข้อตกลง (MOU) ที่ลงนามกันโดยหัวหน้าพรรคการเมือง 8 พรรค ซึ่งรวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ที่เขียนถึงภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะร่วมผลักดันไว้ว่า

1.ฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

2. … ฯลฯ (รวมทั้งหมดมี 23 ข้อ)

ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าและประธานกรรมการฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์วันที่ 26 สิงหาคม 2566 และกล่าวถึงแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า รัฐสภาสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องให้ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน โดยสามารถถามประชาชนรวมไปด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ยกร่าง เมื่อยกร่างแล้ว ก็ไปขอประชามติจากประชาชน อย่างไรก็ตาม การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแก้ไขวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 256 บังคับว่าต้องทำประชามติจึงจะแก้ไขมาตรา 256 ได้ สรุปคือ อาจต้องทำประชามติถึงสามครั้ง

ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยจะเข้าใจในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างดี แต่พอมาถึงข้อแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาในเรื่องรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกแทนด้วยข้อความกว้าง ๆ ดังนี้

“การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”

อ่านแล้วได้ความว่า รัฐบาลจะหารือในสองเรื่องคือ 1) การทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม 2) การจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ไม่มีการพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่มีการพูดถึง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง จึงสงสัยว่า เพียงเดือนเดียว พรรคเพื่อไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากใช่ไหม

ประเด็นที่สองคือเรื่องสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลประยุทธ์เคยกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในความหมายหนึ่งคือวาระนี้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนรัฐบาล วาระแห่งชาติควรดำรงอยู่แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไป เรื่องนี้ปรากฏอยู่ใน MOU ของ 8 พรรคเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ในข้อ 5. ดังนี้

5.ร่วมผลักดันกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงทบทวนภารกิจของหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง

ข้อแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ไม่กล่าวถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อความของนโยบายที่พอตีความอย่างกว้าง ๆ ว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

“รัฐบาลจะส่งเสริมการเปิดกว้างและเปิดรับความหลากหลายทางอัตลักษณ์ความเชื่อและทางความคิดจากผู้คนที่อยู่อาศัยเดิมอยู่แล้ว ผู้คนที่เดินทางเข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว หรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัย ผู้คนที่มาจากวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียมประเพณีหรือความเชื่อที่แตกต่างกัน”

ที่ตีความว่าข้อความข้างต้นเกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะคนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือผู้คนที่อาศัยอยู่เดิมแล้ว เป็นคนเชื้อสายมลายูที่ถือศาสนาอิสลาม มีวัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตแบบมลายูมุสลิม แต่น่าเสียดายที่นโยบายเขียนเพียงว่า “เปิดกว้างและเปิดรับ” อันที่จริง ควรจะมีคำว่า “เคารพ” ความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย อนึ่ง วิธีที่แสดงถึงความเคารพวิธีหนึ่งคือเรียกชื่อกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาความขัดแย้งกันโดยตรง มิใช่เลี่ยงการเอ่ยชื่อ ในการเอ่ยถึงโดยตรงก็อาจเขียนข้อความ เช่น “ผู้คนที่อาศัยอยู่เดิมแล้วในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ”

ประเด็นที่สามคือการกระจายอำนาจ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายการหาเสียงว่าจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการนำร่องใน 4 ภาคๆ ละหนึ่งจังหวัด แต่พอเขียนนโยบายรัฐบาล การณ์กลับโอละพ่อเป็นการกล่าวถึงผู้ว่า CEO ซึ่งหมายถึงการเพิ่มอำนาจแก่การปกครองส่วนภูมิภาค อย่างไรก็ดี การกระจายอำนาจนั้น ควรเป็นการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกับลดอำนาจหรือจำกัดขอบเขตอำนาจของผู้ว่าที่รับผิดชอบราชการส่วนภูมิภาค อยู่ในสายบังคับบัญชาโดยตรงของส่วนกลาง และมาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย ข้อความของนโยบายรัฐบาลเศรษฐามีดังนี้

“การกระจายอำนาจ (ผู้ว่า CEO) เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ …

การกระจายทรัพยากรและกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปสู่ชุมชน”

สำหรับประโยคเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนนั้นเป็นประโยคที่น่าสนใจมาก เพียงแต่ต้องติดตามต่อไปว่า นโยบายนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร

ประเด็นที่สี่คือ เรื่องการปฏิรูปกองทัพ มีข้อสังเกตว่า คำว่าปฏิรูปนั้นมีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญในหลายด้าน แต่สำหรับกองทัพ มีการเสนอให้ใช้คำว่าพัฒนากองทัพ โดยอ้างว่ากองทัพทำดีอยู่แล้ว จึงควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ดี นโยบายรัฐบาลเศรษฐากล่าวถึงการปฏิรูปกองทัพในหลายด้าน ดังนี้

“(1) จะเปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ (2) ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนให้เป็นแบบสร้างสรรค์ (3) ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง และกำหนดอัตรากำลังในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สอดคล้องกับบทบาทและภารกิจในปัจจุบันและอนาคตของประเทศ (4) ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้มีความทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับรูปแบบและความเสี่ยงของภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต และ (5) นำพื้นที่ของหน่วยทหารที่เกินความจำเป็นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการใช้เพื่อการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเพิ่มพูนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และการใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งด้านสังคมของประเทศ”

ประเด็นที่น่าสนใจคือการนำพื้นที่เกินจำเป็นของหน่วยทหารมาใช้ประโยชน์ จากการค้นหาในอินเทอร์เน็ต พบว่ามีที่ดินราชพัสดุอยู่ 12 ล้านไร่ ที่ดินที่อยู่ในการดูแลของกองทัพบกมี 37.6 % ของกองทัพอื่น 12.4 % และของหน่วยราชการอื่น 50% คำถามคือจะโอนที่ดินที่เกินจำเป็นของหน่วยทหารมาให้อยู่ในการดูแลของหน่วยราชการอื่นใช่หรือไม่ และประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

ประเด็นที่ห้าที่เป็นประเด็นสุดท้ายคือการนิรโทษกรรมคดีการแสดงออกทางการเมือง ในเรื่องนี้ไม่มีกล่าวไว้โดยตรงในนโยบาย เพียงแต่กล่าวในหลักใหญ่ก่อนลงรายละเอียดของนโยบายว่า

“คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”

คำสำคัญคือคำว่าสามัคคี ปรองดอง ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงการปรองดอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรก็ดี การสร้างความปรองดองอาจทำได้หลายวิธี เช่น การพูดคุยกันเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง การให้อภัย การเปิดเผยความจริง การให้ความเป็นธรรม การนิรโทษกรรม เป็นต้น ในเรื่องนิรโทษกรรมนั้น มีการแถลงร่วมกันระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ความว่า

“พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ยืนยันร่วมกันให้ความเห็นชอบกฎหมายสำคัญเพื่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการนิรโทษกรรมคดีแสดงออกทางการเมือง”

ถ้าพรรคเพื่อไทยยังจำคำแถลงนี้ได้ ก็น่าพิจารณาการสร้างความปรองดองด้วยวิธีการนิรโทษกรรมด้วย ซึ่งน่าจะลดความขัดแย้งทางการเมืองได้ไม่มากก็น้อย

ที่กล่าวมาถึงตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่านโยบายรัฐบาลเศรษฐามีแต่เรื่องที่น่ากังวล หรือไม่มีเรื่องที่น่ายินดีเลย ผมขอยกตัวอย่างโดยสังเขปว่าชอบนโยบายอะไรบ้าง เช่น

การปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสุราพื้นบ้าน, การกระจายทรัพยากรและกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปสู่ชุมชน, การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทั้งในด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research), การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย, การ “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย”, การดูแลกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมด้วย “สวัสดิการโดยรัฐ”, มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ, สานต่อนโยบาย Carbon Neutrality, ให้ความสำคัญแก่กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด เป็นต้น

ขอให้รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำนโยบายดีๆ ไปปฏิบัติ และอย่าทิ้งนโยบายดีๆ ที่เคยสัญญาไว้ไปเสียเลย