หมายเหตุ – บทสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
•จากบิ๊กตำรวจ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง?
ผมเป็นข้าราชการเกษียณ ชีวิตสบายๆ แล้ว วันนี้มีโอกาสได้มาทำงานเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ ก็อาจทำให้ชีวิตส่วนตัวขาดหายไปบ้าง แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ก็จะทำให้ดีที่สุด โดยทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทำให้เต็มกำลังความสามารถ ซึ่งผมยึดถือเป็นหลักในการทำงานตั้งแต่รับราชการตำรวจ และจะย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอด ให้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ
•ข้อวิจารณ์ตั้งแต่ก่อนเข้ามารับตำแหน่ง เอาตำรวจมาคุมครู?
ก็ถือว่าสังคมให้โอกาส เพราะถ้าไม่วิจารณ์ คงเป็นเรื่องน่าตกใจมากกว่า การที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์หมายความว่าเขาให้ความสนใจ คำตำหนิติติงเป็นเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เราเห็น แต่ถ้าไม่มีคำตำหนิติติงเลย จะเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะไม่มีกระจกสะท้อนตัวตนของเรา
•รูปแบบการทำงานสไตล์ ‘บิ๊กอุ้ม’ เป็นอย่างไร?
การทำงานของผม จะยึดตามหลักที่คุณพ่อ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภาสอน คือ ทุ่มเท มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน อย่างคุณพ่อในช่วงที่เป็นประธานรัฐสภา จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ แม้จะไม่ได้อยู่เวร ก็อยู่เฝ้าเผื่อว่าระหว่างนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้น ตรงนี้ถือเป็นต้นแบบในการทำงานที่ผมยึดถือ รูปแบบในการทำงานของผม คือทำงาน 24 ชั่วโมง แม้อาจไม่ได้มาทำงานที่กระทรวง แต่ยามที่อยู่ข้างนอกก็จะคิดถึงเรื่องงาน เป็นคนที่จะอินกับการทำงานที่ได้รับมอบหมายอยู่ตลอดเวลา ตั้งใจว่าเมื่อมาเป็นเสมา 1 บริหาร ศธ.ก็จะทุ่มเททำทุกอย่างให้ดีที่สุด
•ได้มาคุม ศธ.มีอะไรหนักใจหรือไม่?
ก็ต้องหนักใจเป็นธรรมดา เพราะ ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ ดังนั้น จะต้องคิดให้รอบคอบ ว่าจะทำอย่างไร จึงจะเกิดผลดีที่สุด ทำอย่างไรให้การศึกษาพัฒนาไปข้างหน้าอย่างดีที่สุด ทำอย่างไรทุกๆ คนจะให้ความร่วมมือในการทำงาน เชื่อมั่นในตัวเรา เพราะสิ่งสำคัญในการทำงานคือ ความรัก ความสามัคคี เชื่อใจกัน หากเรามีความรัก และเชื่อใจกัน เชื่อมั่นในวิธีการทำงาน และเดินไปด้วยกัน เปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกัน
วันนี้ผมได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันเรือ คือเป็นเสมา 1 เมื่อผมบอกให้เลี้ยวไปทางซ้าย ก็ขอความกรุณาให้พายเรือเลี้ยวไปทางซ้ายด้วยกัน ถ้าให้เลี้ยวไปทางขวา ก็ขอให้เลี้ยวไปทางขวาด้วยกัน กรุณาอย่าพายเรือสวน เพราะไม่มีใครที่ไม่ปรารถนาดี ผมมาทำตรงนี้ ก็มีความปรารถนาดี เป็นชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และเป็นเกียรติประวัติของตัวเอง ผมมาทำงานด้วยความสุจริตใจ และตั้งใจ ถ้าไม่ตั้งใจก็คงไม่รับตำแหน่ง เมื่อตั้งใจแล้วก็ต้องทำงานสุดความสามารถ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข
•กระแสตอบรับหลังแถลงนโยบายเป็นอย่างไรบ้าง มีให้การบ้านผู้บริหาร?
กระแสค่อนข้างดี ผู้บริหารหลายคนทำการบ้านส่งมา ห้าทุ่ม เที่ยงคืนก็ยังมี เป็นสไตล์การทำงานของผม คือ ทำงาน 24 ชั่วโมง เหมือนสมัยที่เป็นตำรวจ ที่พร้อมจะทำงาน 24 ชั่วโมง ซึ่งผมไม่ได้เป็นคนไปตามงาน แต่ก็ถือว่าผู้บริหารทุกคนมีความตื่นตัว และใส่ใจในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
•เท่าที่ดูนโยบายภาพรวม ไม่มีเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้าง ศธ.?
ถือเป็นบุคลิกส่วนตัว ผมรับราชการตำรวจมา ก็ไม่เคยเสนอย้ายลูกน้องออก หรือเปลี่ยนแปลง การทำงานพยายามไม่ไปเอาคนจากที่อื่นเข้ามา ผมมีความคิดว่า ถ้าจะเป็นผู้บริหารที่ดี ต้องสามารถทำงานร่วมกับบุคลากรที่มีอยู่แล้วได้ และมีความเชื่อว่า งานถ้าไม่มีปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องมีเรา และก็คิดอีกเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีเรา เขาก็คงอยู่ได้ แต่ถ้ามีเราแล้ว ก็น่าจะดีกว่าไม่มี เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องพยายามทำให้เต็มที่ เพื่อช่วยสนับสนุน และพัฒนาการทำงาน โดยพยายามจะไม่สร้างภาระ เหมือนนโยบายที่แถลงไป
คือ พยายามจะลดภาระนักเรียน ครูผู้ปกครอง ดังนั้น การสร้างกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมาใหม่ หรือปรับโครงสร้าง จะยังไม่มีการดำเนินการ เว้นแต่ถ้าทำไปแล้วเห็นว่าติดขัด มีปัญหา ก็ค่อยมาหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน เปรียบเหมือนถ้าเราไปอยู่บ้านใครแล้ว ก็อย่าไปรื้อบ้านเขาเลย เพียงแต่ต้องทำให้สะอาด เรียบร้อย และทำให้ดีที่สุด
•การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร จะเดินหน้าต่อ หรือยกร่างใหม่?
คงต้องถามข้าราชการ ศธ.ว่าดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง ขณะนี้ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด ส่วนการดำเนินการก็ต้องดูว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่ค้างอยู่ในสภา ยังใช้ได้ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหรือไม่ อีกส่วนคงต้องสอบถามความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ว่ายังมีอะไรที่ตกหล่น หรือต้องการเพิ่มเติมรายละเอียดอะไรอีกหรือไม่
ถ้าไม่มีอะไรตกหล่น หรือต้องปรับเพิ่มเติม ก็คงต้องยืนตามร่างเดิม แต่หากจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง ก็ขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้อง เพราะการจัดทำกฎหมาย โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญ ที่ไม่ได้รู้ไปทุกเรื่องว่ากระทบกับใครบ้าง ดังนั้น ตอนนี้จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะเดินหน้าอย่างไร คงต้องดูรายละเอียดให้รอบด้านก่อน
•แบ่งงานให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานใหญ่?
ผมแบ่งงานตามความเหมาะสม ซึ่งทั้งผม และนายสุรศักดิ์ มาจากพรรคภูมิใจไทยเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะแบ่งงานอย่างไรก็ไม่มีปัญหา เพราะผมดูภาพรวมเป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนที่ตัดสินใจมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.กำกับดูแล สพฐ.เพราะคิดว่านายสุรศักดิ์ น่าจะมีความคิดใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับองค์กร แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ยังกำกับดูแล และหารือร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ได้ปล่อยไปทีเดียว เรื่องนโยบายหลักๆ ก็ยังดูแลอยู่ทั้งหมด
•นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ฝากให้ดูแลเรื่องใดเป็นพิเศษ?
ฝากให้ช่วยส่งเสริมเรื่องรักการอ่าน โดยอยากให้ไปช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชน มีการอ่านที่เพิ่มมากขึ้น เพราะการอ่านหนังสือ จะแตกต่างกับการดูภาพเคลื่อนไหว หรือสื่อทางเทคโนโลยีทั่วไป การอ่านหนังสือเป็นเล่ม ทั้งหนังสือที่ให้ความรู้ หรือแม้แต่หนังสือนิยาย จะทำให้เกิดจินตนาการ คิดเป็นภาพ ทำให้สมองเปิดกว้าง
•นโยบายสำคัญซึ่งเป็นที่จับตา คือ แจกแท็บเล็ตนักเรียนและครู เพราะรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเคยทำแล้วเกิดปัญหา?
ถือเป็นบทเรียน เพื่อนำประสบการณ์ที่ผ่านมาปรับแก้ ดำเนินการให้เกิดความสมบูรณ์ ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการทำงาน จะเริ่มจากเนื้อหาสาระ ความรู้ และแพลตฟอร์มที่เรามีอยู่แล้วก่อน ให้นักเรียน นักศึกษา ได้ใช้จนเกิดความเคยชินก่อน คงไม่เริ่มจากการแจกแท็บเล็ตลงไปทันที โดยทั้งหมดต้องดูงบประมาณที่จะได้รับเป็นสำคัญ
•เข้ามาวันแรกก็เจอกระแสดราม่า อนาคตอาจเจอม็อบเด็ก ม็อบครู กังวล และหวั่นใจบ้างหรือไม่?
ไม่หวั่นใจอะไร เพราะเชื่อว่าทุกอย่างพูดคุย ทำความเข้าใจกันได้ เปิดโอกาสในการรับฟัง ส่วนกระแสดราม่าที่ผ่านมา ก็ถือเป็นบทเรียน ต่อไปทำอะไรก็จะระมัดระวังขึ้น โดยเฉพาะการจะพูดจาอะไรต่างๆ ผมเหมือนเป็นพระบวชใหม่ บางทีปฏิบัติอะไรก็มีผิด มีชอบบ้าง แต่พอรู้แล้ว ต่อไปจะระมัดระวังตัวมากขึ้น สำรวมมากขึ้น เพื่อให้จริยวัตรเหมาะสมกับความเป็นเสมา 1 สิ่งที่ผ่านมา อาจเพราะผมมีสไตล์การทำงานแบบลูกทุ่ง ตรงไปตรงมาเกินไป ต่อไปก็ต้องระวังตัวให้สมกับที่เป็นเสมา 1 จริงๆ สไตล์การทำงานของผม จะเน้นสะดวกเรียบง่าย อาจมีตำหนิลูกน้องบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
•ครูอุ้มอยากฝากอะไรถึงนักเรียน และครูบ้าง?
ผมไม่ใช่ครู ผมเป็นเสมา 1 คนจะเป็นครูได้ ต้องมีผู้เรียน มีคนที่อยากมาเรียนกับเรา ถึงจะเป็นครูเขาได้ แต่ถ้าไม่มีคนมาเรียนกับเรา ไม่มีคนเชื่อถือ เราก็ไม่ใช่ครูสำหรับเขา เพราะบางคนก็อาจเก่งกว่าเรา สิ่งที่จะฝากคือ ‘เรียนดี มีความสุข’ อยากให้ทุกคนตั้งเป็นมอตโตหลักในการพัฒนาการศึกษาร่วมกัน ทำอย่างไรให้การเรียน เป็นการเรียนที่มีความสุข ไม่ใช่การบังคับให้เรียนอย่างไม่มีความสุข แต่ความสุขที่ว่า อาจไม่ใช่ความสุขในปัจจุบัน เป็นความสุขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่นตัวผมเองเป็นตำรวจ ก็ต้องฝึกหนัก อาจจะไม่สุขกาย แต่สุขใจ ที่ได้ร่วมฝึก และผ่านความยากลำบากกับเพื่อนๆ ซึ่งต่อมาก็ได้ทำงานร่วมกัน มีความรักสามัคคี เข้าใจความยากลำบากของชีวิต

