ความสำเร็จทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพรรคไทยรักไทยเมื่อสองทศวรรษก่อน คือ การทำงานขับเคลื่อนการเมืองเชิงนโยบาย
เริ่มต้นด้วยการออกแบบนโยบายหาเสียงแบบ “คิดใหญ่” เป็นสัญญาประชาคมที่มีให้กับประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
เมื่อชนะเลือกตั้งได้แล้ว ก็สามารถแปรนโยบายดังกล่าวมาเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านบวกให้แก่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ
ตัวอย่างชัดเจนที่สุด ได้แก่ นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องหมายเหตุไว้ ก็คือ นั่นเป็นนโยบายที่ถูกริเริ่มออกแบบ แล้วแปรรูปมาเป็นปฏิบัติการทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยบุคลากร (แพทย์) ทั้งในพรรคและนอกพรรค ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
พูดง่ายๆ คือ ต่อให้สังคมไทยก่อนหน้านั้นไม่รู้จัก “30 บาทรักษาทุกโรค”
ทว่า คณะบุคคลที่มีส่วนขับเคลื่อนผลักดันนโยบาย ล้วนทราบคำตอบดีและมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมตั้งแต่ต้นว่า 30 บาทคืออะไร ทำไมต้องทำนโยบาย 30 บาท และควรจะลงมือทำมันอย่างไร
ปี 2566 พรรคเพื่อไทยที่สืบสายจากพรรคไทยรักไทย กลับมามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง
งานเขียนชิ้นนี้จะไม่ขอกล่าวถึงเงื่อนไขทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ชนะเลือกตั้ง–มี ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง หรือการสูญเสียต้นทุนทางการเมืองไปมหาศาล เพราะการจับมือตั้ง “รัฐบาลสลายขั้ว”
แต่อยากจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่า แม้ “รัฐบาลเศรษฐา–เพื่อไทย” จะมาพร้อมกับนโยบายแบบ “คิดใหญ่” เช่นเคย
ที่เด่นชัด ณ ช่วงต้น คือ นโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” และ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์”
แต่กลับมีคำถามที่รัฐบาลยังตอบได้ไม่กระจ่างชัดอีกมากมายหลายข้อ ทั้งตรงนิยามความหมาย เรื่อยไปจนถึงกระบวนการปฏิบัติ
ถ้าคำและเทคโนโลยีสำคัญของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต คือ “บล็อกเชน” คำถามที่เกิดขึ้น ก็มีตั้งแต่ปัญหาเบสิกอย่าง “บล็อกเชน” คืออะไร? ทำไมต้องใช้บล็อกเชน? และจะทำอย่างไรให้กระบวนการใช้เงินดิจิทัลชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบบล็อกเชนในปริมาณมหาศาล ไม่ประสบปัญหาอย่างที่ผู้รู้หลายฝ่ายท้วงติงกัน
(ยังไม่ต้องพิจารณาถึงข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า การอัดฉีดเม็ดเงินแบบนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริงหรือไม่?)
เช่นเดียวกับเรื่อง “ซอฟต์เพาเวอร์” ซึ่งคงต้องมาเถียงกันตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” คืออะไร? นิยามของรัฐบาลนั้นตรงกับที่ฝ่ายอื่นๆ เข้าใจหรือไม่? ทำไมเราต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (และเปลี่ยนโหมด–ปรับโฉมการผลิตครั้งใหญ่?) ผ่านซอฟต์เพาเวอร์? และเราจะเปลี่ยนประเทศด้วยซอฟต์
เพาเวอร์ได้อย่างไร?
ดูทรงแล้ว ซุปเปอร์บอร์ดซอฟต์เพาเวอร์ที่ถูกตั้งขึ้นอย่างมีความหวัง อาจจะต้องมาเริ่มต้นหารือกันตั้งแต่เรื่องความหมายของ “ซอฟต์เพาเวอร์” ด้วยซ้ำไป
ที่น่าเป็นห่วง คือ รัฐบาลเศรษฐาและพรรคเพื่อไทย ยังให้คำตอบต่อคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ได้แบบเบลอๆ กว้างๆ (และเลี่ยงไม่ตอบบางคำถาม) นับจากบนเวทีหาเสียง จนถึงวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
การ “คิดใหญ่” รอบนี้ จึงไม่ได้นำไปสู่การ “ทำเป็น” ด้วยความมั่นใจในทันที
แต่ต้องผ่านด่านคำถามว่า จะทำอะไร? ทำทำไม? และทำอย่างไร? ไปให้ได้ก่อน

