เหตุปัจจัยอะไรทำให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องตัดสินใจ
“ลาออก” จากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
เป็นเพราะ “จำนน” ต่อ “สถานการณ์”
เป็นสถานการณ์ที่ถูกคำวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ส.ส.” อย่างไม่มีกำหนด
จนกว่าจะมี “คำวินิจฉัย” ใหม่
เป็นสถานการณ์ที่เมื่อมี “เส้นแบ่ง” อย่างแจ่มชัด กำหนดสถานะ “รัฐบาล” กำหนดสถานะ “ฝ่ายค้าน” จำเป็นต้องมี “ผู้นำฝ่ายค้าน” อย่างเป็นจริง
เป็นสถานการณ์อย่างเดียวกันกับที่พรรคเพื่อไทยประสบ เป็นสถานการณ์อันกลายเป็นความจำเป็นต้อง “เลือก” ไม่ว่าจะเต็มใจ หรือไม่เต็มใจ
ถามว่าเป็น “สถานการณ์” อะไร
คำตอบของคำถามนี้อาจมีมากมาย ไม่ว่าจะจากด้านของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากด้านของพรรคก้าวไกล
แต่ในที่สุดแล้ว มาจาก “สถาน การณ์ 22 สิงหาคม”
ไม่ว่าจะมองสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ไปที่ท่าอากาศยาน “ดอนเมือง” ไม่ว่าจะมองสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ไปที่สัปปายะสภาสถาน “เกียกกาย”
ล้วนดำเนินไปอย่างชนิด “คนละเรื่องเดียวกัน”
ก็ในวันที่ 22 สิงหาคม มิใช่หรือที่ผลการโหวตด้วยมติ 482 เสียงทำให้ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้เป็น “นายกรัฐมนตรี”
แม้กระทั่ง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ก็ขานชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน
นี่ย่อมเป็น “หมุดหมาย” และได้กลายเป็น “เส้นแบ่ง” ในทางการเมืองซึ่งมีผลสะเทือนกว้างไกล ไพศาล
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มหึมา มหาศาล
พรรคก้าวไกลเองน่าจะตระหนักในอิทธิพลอันเนื่องแต่ “กรณี 22 สิงหาคม” อยู่แล้วเป็นอย่างดี
เพราะมีผล “กระทบ” โดยตรง
เป็นเหมือนกับ “มรสุม” ใหญ่ในทางการเมือง ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในระดับเดียวกันกับ น้ำท่วมใหญ่ และฤดูกาล
เมื่อ “หนาว” มา “เสื้อผ้า” ก็ต้องปรับ
เพียงแต่ที่รอจากวันที่ 22 สิงหาคม มายังเดือนกันยายนเนื่องจากต้องรอผลการเลือกตั้ง “ซ่อม” ระยอง เขต 3
เมื่อมีความแจ่มชัดก็ถึงเวลา “เปลี่ยน”
นั่นก็คือ เปลี่ยนหัวหน้าพรรค เปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค และเลือกว่าจะทำอย่างไรกับตำแหน่ง “รองประธานสภา”
เป็นการตระเตรียม มิได้เป็นเรื่องของอุบัติเหตุ
ความสำคัญอย่างยิ่งยวดจาก “สถานการณ์ 22 สิงหาคม” จึงมิได้อยู่ที่ตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” อย่างเดียว
หากแต่อยู่ที่การกำหนด “ยุทธ ศาสตร์” ใหม่ให้ “เหมาะสม”
เป็นยุทธศาสตร์ที่จะรักษาฐานเสียงอันได้มา 151 เสียง และกว่า 14.6 ล้านคะแนนจากทั่วประเทศอย่างไร
จึงจะประกัน “ชัยชนะ” และ “ความสำเร็จ” ในอนาคตได้

