ทิศทาง การเมือง รัฐมนตรี สุทิน คลังแสง เส้นแบ่ง การเมือง

19.09.23 | 13:02 น.

คอลัมน์หน้า 3 – ทิศทาง การเมือง รัฐมนตรี สุทิน คลังแสง เส้นแบ่ง การเมือง

ในกระบวนการแต่งตั้ง “รัฐมนตรี” ทั้งหมด ต้องยอมรับว่าการเป็นรัฐมนตรีของ นายสุทิน คลังแสง มากด้วยความโลดโผน

เพราะเป็น “พลเรือน” ที่คุม “กลาโหม”

มองผ่านการดำรงอยู่ของ พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มองผ่านการดำรงอยู่ของ พ.ร.บ. สภากลาโหม

การเป็น “รัฐมนตรี” ของ นายสุทิน คลังแสง แทบไม่มี “ความหมาย”

Advertisement

ไม่ว่าในเรื่องของการบริหารจัดการ ไม่ว่าในเรื่องของการโยกย้าย แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีอยู่

เพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับ “สภากลาโหม”

รู้อย่างนี้แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยจึงยื่นมือเข้าไป รู้อย่างนี้แล้วทำไม นายสุทิน คลังแสง จึงถือเป็นเกียรติประวัติทางการเมืองและวงศ์ตระกูล

ถามว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดขึ้นได้

ยอมรับเถิดว่าทุกอย่างล้วนมีรากฐานที่ยึดโยงและสัมพันธ์กับปรากฏการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม

ไม่ว่าที่ “ดอนเมือง” ไม่ว่าที่ “เกียกกาย”

ยิ่งเมื่อมีการย้ายจากโรงพยาบาล กรมราชทัณฑ์ กลางดึก ไปยังชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ

ยิ่งมากด้วย “ความโลดโผน” มากด้วย “แรงสะเทือน”

เป็นไปได้หรือที่การผลักดัน นายสุทิน คลังแสง ไปอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมาจาก “ภายใน” พรรคเพื่อไทย

ไม่ว่า “ชลน่าน” ไม่ว่า “ภูมิธรรม”

กระสวนแห่งการแต่งตั้งอันโลดโผนก่อให้เกิดนัยประหวัดไปยังกรณีการแต่งตั้ง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก

ท่ามกลางความงวยงง สงกา

แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยมองกรณีของ นายสุทิน คลังแสง ว่าดำเนินไปเหมือนกับจะเป็น “แบล๊ก คอมเมดี้” ในทางการเมือง

แต่เมื่อสัมผัส “อาการ” จาก “ภายใน” ก็ต้องนะจังงัง

เป็นความนะจังงังเมื่อเห็นการจัดตั้งทหารกองเกียรติยศ เป็นความนะจังงังเมื่อเห็นท่านรัฐมนตรี “โค้งคำนับ” ในกระสวนแบบ “สามเกาะบูรพา” อย่างนอบน้อม งดงาม

อย่าได้แปลกใจเมื่อเห็นชื่อ “เลขานุการ” และ “ที่ปรึกษา”

คนหนึ่งเคยเป็น “แคนดิเดต” ในระหว่างการสรรหาตัว “รัฐมนตรี” และทั้งสองล้วนเคยผ่านตำแหน่ง “เลขาธิการ” สภาความมั่นคงแห่งชาติ

มองผ่าน “เงาร่าง” ก็จะเห็น “มือ” อันแข็งแกร่ง

เป็นมือของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นมือของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นมือของอดีต “หัวหน้า คสช.”

จากพรรครวมไทยสร้างชาติ จากพรรคพลังประชารัฐ

นี่ย่อมเป็น “ผลพวง” แห่งการประนอมในทางการเมืองอันสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม

ไม่ว่าที่ “บ้านใน ร.1 รอ.” ไม่ว่าที่ “บ้านป่ารอยต่อ”

ยอมรับเถิดว่า เพียงการเคลื่อนไหวที่ “ดอนเมือง” ก็ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนในที่ประชุม “รัฐสภา” อย่างฉับพลันทันใด

เป็น “เส้นแบ่ง” เป็น “จุดสตาร์ต” ทางการเมือง