เศรษฐา นั่งประธานคณะทำงานเร่งรัดพัฒนา กทม. ‘ชัชชาติ’ ตื่นเต้น เชื่อทำงานเป็นยุทธศาสตร์

19.09.23 | 13:27 น.

ชัชชาติ ตื่นเต้นนายกฯนั่งประธานคณะทำงานพัฒนากรุงเทพฯ เชื่อทำงานอย่างเป็นยุทธศาสตร์

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงข่าวกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้ง คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติกล่าวว่า คณะทำงานนี้จะทำงานคล้ายๆ รูปแบบ Executive Committee ในภาคเอกชน เป็นคณะเล็กๆ มีความคล่องตัว ตัดสินใจ และขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คณะทำงานประกอบไปด้วย 1.นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงาน 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 4.เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 5.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 6.ผู้ว่าฯกทม. และ 7.ปลัด กทม. ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายเศรษฐาเรียกเข้าไปพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ โดยนายกฯมองว่ากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ซึ่งคิดเป็น 33% ของ GDP ประเทศไทย มีรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 30% ของประเทศ มีจำนวนบริษัทที่จดนิติบุคคลคิดเป็น 36% ของประเทศ

นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อน กทม.คือการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาการประสานงานระหว่าง กทม.กับหน่วยงานต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ขาดการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์อย่างบูรณาการ หลายๆ ครั้งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกันในแต่ละเรื่อง ดังนั้น จึงมีการตั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพมหานคร เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนปัญหาเร่งด่วนของกรุงเทพฯที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงานและไม่สามารถรอการปรับโครงสร้างได้

ผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย ด้านการจราจร ต้องกวดขันระเบียบวินัยจราจร การลดปัญหาจุดฝืด การทำผิดกฎจราจร การจอดรถในที่ห้ามจอด การกำกับดูแลการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจร เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง สีเหลือง สีชมพู โครงการท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน การพัฒนาระบบสัญญาณไฟจราจรให้เป็นแบบอัตโนมัติ การจัดการระบบการขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงกัน รถไฟฟ้า รถเมล์ มอเตอร์ไซค์ รถสองแถว เรือ ทางเดินเท้า ให้มีราคาที่เหมาะสมและสะดวก

Advertisement

ด้านเศรษฐกิจ ใช้ทรัพยากรของรัฐช่วยเรื่องการทำมาหากินของผู้มีรายได้น้อย เช่น การจัดพื้นที่ให้ขายของ เตรียมความพร้อมในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาทักษะ (re-skil, up-skill) ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐต้องการส่งเสริม เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ สนับสนุนเรื่องที่อยู่อาศัย ทั้งในส่วนของผู้มีรายได้น้อย และที่อยู่อาศัยใกล้งานสำหรับคนทำงาน สนับสนุนการจัดทำ Special Economic Zone เพื่อกระตุ้นการลงทุน การดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้มาตั้งสำนักงานใน กทม. หรือ IHQ (International Headquarters) เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

ด้านการท่องเที่ยว ดึงอัตลักษณ์สร้างเศรษฐกิจ 50 ย่านสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ (เศรษฐกิจสร้างสรรค์)
การดูแลเรื่องความปลอดภัยในด้านต่างๆ การเดินทาง การเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ไกด์ผี การจัดงาน Winter Festival ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

ด้านฝุ่น PM2.5 มาตรการควบคุมการเผาข้าว อ้อย ผลิตผลทางการเกษตรทั้งในประเทศและนอกประเทศ การส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่มีการปล่อยมลพิษน้อย เช่น รถ EV รถและน้ำมันมาตรฐาน EURO5 และการนำสายสื่อสารลงดิน โดยเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดระเบียบสายสื่อสาร

เมื่อถามว่า เป็นครั้งแรกหรือไม่ที่รัฐบาลกับ กทม.ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นดี สมัยก่อนที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตอนนั้นได้ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาเรื่องรถติด ซึ่งมีกรรมการจำนวนมาก สุดท้ายขับเคลื่อนงานได้ยาก

“ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยเห็น ท่านนายกฯมานั่งเป็นประธานคณะทำงาน มีผู้ว่าฯกทม.ไปนั่งด้วย ซึ่งท่านให้เกียรติเรา ต้องขอขอบคุณ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า ข้อดีของ กทม.คือมีข้อมูลครบทุกเขต สามารถไปผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ได้ โดยวางแผนการทำงานร่วมกันแบบ “Tight loose tight” คือต้องยึดมั่นในหลักการและเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นในการดำเนินการ ให้อิสระแต่ละหน่วยงานจัดสรรวิธีการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย สุดท้ายคือกระบวนการตรวจสอบว่าการบรรลุเป้าหมายเป็นจริงหรือไม่ ต้องเคร่งครัด