นักวิชาการ ถอดบทเรียนเลือกตั้ง’66 พบ ปชช.อยากเห็นกกต. ลาออกยกชุด “ปริญญา” แนะ ใช้ไปรษณีย์ทุกแห่งเป็นหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า มั่นใจจบทุกปัญหา
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมอัศวิน เขตหลักสี่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดสัมมนาการประเมินผลและถอดบทเรียนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 โดย นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนจากประชาชนเลือกตั้งล่วงหน้ามากกว่าเลือกตั้งทั่วไป และควรมีการจัดเลือกตั้งล่วงหน้ามากกว่า 1 วัน และควรประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่างลง และมองว่าการมีผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเรื่องย้อนแย้งของ กกต. เพราะต้องอบรม ให้งบผู้ตรวจการ และผู้ตรวจการมาตรวจการทำงานของกกต. และไม่มีอำนาจสืบสวน ไม่ใช่คนในพื้นที่ ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากให้ กกต. ปรับปรุงในเรื่องใด ผลปรากฏว่า ไม่อยากให้ กกต. มาจากการแต่งตั้งของ คสช. พร้อมให้ลาออกไปทั้งชุด และตัดสิทธิเข้าทำงานต่อในภาคภาคหน้า ขณะเดียวกันอยากให้ปรับปรุงวิธีการขั้นตอนและอุปกรณ์อบรมให้มีประสิทธิภาพ ปรับลดเวลาในการใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และลดช่วงเวลาในการลงคะแนน โดยประเมินไว้ในช่วงระหว่าง 08.00-14.00 น.
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอบัตรเลือกตั้งของเยอรมนีให้ดู ซึ่งมีการจัดพิมพ์รายชื่อผู้สมัครครบถ้วน พร้อมแนะให้การรับรอง สส. เร็วขึ้น โดยการแก้รัฐธรรมนูญ ปรับลดจาก 60 วัน รวมถึงขยายจำนวนวันเลือกตั้งล่วงหน้า อาจจะเป็นวันเสาร์สองเสาร์ เพราะวันเดียวดูบีบบังคับคนเกินไป และทำให้เกิดความแออัด
นอกจากนี้ กกต. ต้องสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธากลับคืนสู่ความคาดหวังและความตื่นตัวของประชาชน โดยหมั่นชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบ ให้ไว้วางใจว่า กกต. เป็นกลาง โปร่งใส และควรมีโฆษกทำหน้าที่สื่อสาร จะได้ไม่เป็นตำบลกระสุนตก ปลอดจากอิทธิพลของนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น
ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวณิช ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาพบปัญหาบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่มองได้ง่ายที่สุด เพราะมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่เบอร์คนกับเบอร์พรรคต่างกัน ทำให้คนสับสบในการจดจำหมายเลข จึงควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ระบบเลือกตั้งดีขึ้น ทั้งนี้ส่วนตัวเคยทักท้วงในเรื่องการแบ่งเขตที่มีความซ้ำซ้อนกัน โดยเฉพาะการซอยแขวง ทำให้เขตหนึ่งมีผู้สมัคร 2 คน
ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บัตรเสียทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านใบ ปัญหาเกิดจากบัตรเลือกตั้งทำให้ประชาชนสับสนในการลงคะแนน แม้ว่ากกต. ไม่ได้ทำผิดระเบียบ แต่ก็ควรออกแบบให้สะดวกกับประชาชนสะดวกจะดีกว่า เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่บัตรเลือกตั้งเหมือนกันแต่หมายเลขพรรคและผู้สมัครเป็นเบอร์เดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตพรรคการเมืองที่ได้หมายเลขตัวเดียว ได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่าแบบแบ่งเขต เช่น พรรคใหม่ ที่ได้เบอร์ 1 ได้ ได้คะแนนแบ่งเขต 1,365 คะแนน แต่คะแนนบัญชีรายชื่อได้ 249,731 คะแนน ประชาชนโดยสันนิษฐานว่าเกิดจากประชาชนการเลขผิด ทำให้บัตรเสียกลายเป็นคะแนนดีของพรรคอื่น
ส่วนการแก้ปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งกรณีหย่อนบัตรผิดเขต กรอกรายละเอียดไม่ชัดเจน ผิดพลาด อ่านไม่ออก ซึ่งนอกจากบัตรจะโหลแล้ว ซองยังโหลอีก ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาคือ ให้ไปรษณีย์ทุกที่กลายเป็นหน่วยเลือกตั้ง เพราะไปรษณีย์มีทั้งสถานที่ และบุคลากร ซึ่งพร้อมจัดส่งบัตรเลือกตั้งได้เลย

