หากขอให้ท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้หรือสุ่มถามต่อผู้คนว่า “ทุกวันนี้คิดว่าโลกเรากำลังดีขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือมีแนวโน้มถดถอยแย่ลง” เชื่อว่าคำตอบนั้นคงจะหนักไปทางอย่างหลัง ซึ่งก็มีเหตุผลเข้าใจได้ไม่ยาก ก็ทั้งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เสื่อมโทรมทำลายตัวเอง ปัญหาโรคภัยอุบัติใหม่ ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่ๆ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำที่ดูเหมือนจะถ่างกว้างขึ้นไม่ว่าจะในเชิงทรัพยากรหรือความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาส
แล้วจะให้มองหรือเชื่อว่าโลกนี้มันดีขึ้นได้อย่างไร
แรงบันดาลใจต้นความคิดอันเป็นที่มาของคอลัมน์ตอนนี้มาจากเรื่องเล่าที่มิตรสหายท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงหนังสือ “Factfulness จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน” ของ คุณหมอ ฮันส์ โรสลิง (Hans Rosling) ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งในตอนแรกนั้น มิตรสหายตั้งต้นด้วยอคติต่อหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง คือมองว่า
เริ่มมาก็โลกสวยเสียแล้ว แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จึงเห็นสิ่งที่หนังสือพยายามชี้ให้เราเห็นว่า แนวคิดของคนส่วนใหญ่นั้นมองโลกไปในเชิงเลวร้ายมากกว่ามองโลกในเชิงข้อเท็จจริง
คุณหมอฮันส์ เขียนเล่าจากประสบการณ์ประกอบอธิบายเชิงสถิติว่า จริงๆ โลกนี้มันดีขึ้นอย่างไร บางเรื่องนั้นบางทีไม่คิดด้วยซ้ำ ข้อเท็จจริงเชิงสถิติอาจพิสูจน์ได้ว่าโลกนี้ดีขึ้นอย่างไรในแง่ที่มองด้วยความจริงมากกว่าการใช้อารมณ์หรือแง่ลบ เช่น จริงๆ แล้ว มีเด็กอายุ 1 ปี กว่าร้อยละ 80 ที่เข้าถึงวัคซีน ซึ่งลดโอกาสการเสียชีวิตในวัยเด็กลงไปได้มาก อายุเฉลี่ยของมนุษย์โลกปัจจุบันก็อยู่ที่ 70 ปี และพลเมืองโลกส่วนใหญ่ก็ได้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและเข้าถึงไฟฟ้ากว่าร้อยละ 80 เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษากันมากขึ้น สัตว์ที่เคยคิดว่าจะสูญพันธุ์บางชนิดก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น หรือบางชนิดปลดจากสภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ได้ด้วยซ้ำ ฯลฯ
ข้อมูลของคุณหมอผู้เขียนทำให้มิตรสหายท่านนั้นตระหนักขึ้นมาได้ว่า ที่ผ่านมาเขาก็มองโลกและสังคมในแง่ลบมากจนเกินไป ซึ่งสาเหตุนั้นเขาก็เห็นด้วยกับข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้ คือ สื่อทำให้คุณมองโลกในแง่ร้าย โดยเน้นแสดงภาพร้ายๆ เหล่านั้นให้ชัดเจนใหญ่โตขึ้น ทั้งที่ถ้าจะมองกันตามจริงแล้ว เรื่องแย่ที่ดูใหญ่นี้เอาเข้าจริงนั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในภาพรวม เมื่ออ่านหนังสือเล่มดังกล่าวจบแล้ว มิตรสหายท่านนี้ก็รู้สึกว่า มองโลกและสถานการณ์การเมืองของประเทศนี้ไปในแง่ที่ดีมากขึ้น แม้มันจะไม่ได้ดีที่สุดก็ตาม แต่มันก็ดีกว่าที่ผ่าน
ทำไมเราถึงมองว่าโลกมันมีแนวโน้มที่จะแย่ลงไปเรื่อยๆ นอกจากจะมาจาก “สื่อ” อย่างที่หนังสือพยายามนำเสนอแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่า มนุษย์เรามีสัญชาตญาณที่จะมองหาข่าวลบหรือพลิกหาแง่ร้ายของสถานการณ์อยู่แล้ว เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมของระบบการคัดสรรโดยธรรมชาติมาแต่ปางบรรพ์ การมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนจะช่วยให้รอดชีวิตถ่ายทอดสืบเผ่าพันธุ์ได้มากกว่า มนุษย์ที่ได้ยินเสียงหญ้าแหวกแล้วคิดว่าอาจจะเป็นเสือเขี้ยวดาบหรืองูแล้วรีบหลบ หรือนิสัยการ “มองหาข่าวร้าย” ว่าหมู่บ้านหรือเมืองข้างๆ มีโรคระบาด โจรปล้น หรือน้ำท่าขาดแคลนก็ช่วยให้เตรียมตัวเพื่อเอาตัวรอดได้ง่ายกว่า และผู้คนที่รอดชีวิตเพราะคิดลบกับข่าวร้ายนี้เองที่เป็นบรรพบุรุษของพวกเราในปัจจุบัน
หากในบริบทที่เปลี่ยนไป และในโลกที่โดยรวมแล้วปัจจัยต่างๆ น่าจะดีขึ้น การมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนเช่นนั้น มีโอกาสที่จะทำให้เราตีความประสบการณ์ไปในทางที่แย่กว่าที่ควรจะเป็น และคาดการณ์อนาคตที่ไม่พึงประสงค์จากการตีความนั้น นอกจากไม่เป็นประโยชน์เท่าในยุคก่อนแล้ว ก็ยังอาจจะทำให้เราเครียด ตัดสินใจผิดพลาด หรือเจ็บป่วยทางใจได้
ทั้งนี้ ก็คงจะมีคนแย้งว่าจะ “แง่บวก” หรือ “แง่ลบ” ก็ไม่สู้มองโลกใน “แง่จริง” อันนี้ก็เรียกว่าถูกมาตั้งแต่เริ่มเปิดปากพูดแล้ว แต่ไอ้คำว่า “แง่จริง” นั้น ความจริงคืออะไร? ในเมื่อ “ความจริง” ของมนุษย์มาจากข้อเท็จจริงผสมกับการตีความข้อเท็จจริงนั้น
ในซีรีส์ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่น หรือแอนิเมะเรื่อง “Skip and Loafer จังหวะวัยรุ่น ว้าวุ่นหัวใจ” (หาชมได้ใน Netflix และ Bilibili) เป็นเรื่องราวของเด็กสาว ม.ปลายปีหนึ่ง (เทียบเท่าเด็ก ม.4 ในระบบการศึกษาไทย) “อิวาคุระ มิตสึมิ” ผู้มาจากเมืองเล็กๆ ในจังหวัดที่ห่างไกลของญี่ปุ่นเพื่อศึกษาต่อที่โตเกียว ที่แม้ว่า
เธอจะมีความตั้งใจและจริงจังกับชีวิตแค่ไหน แต่ความที่เธอมาจากเมืองต่างจังหวัดที่สงบเรียบง่าย ทำให้เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและเอาใจใส่ผู้อื่นอยู่เสมอ
เรื่องที่จะเล่านี้อยู่ในตอนที่ 5 มิตสึมิกับเพื่อนไปซ้อมวอลเลย์บอลในโรงยิมในวันที่โรงเรียนกำหนดให้เป็นวันที่เด็กปี 1 ได้ใช้ แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อไปถึง ก็มีรุ่นพี่ปี 2 กลุ่มหนึ่งกลับมาเล่นบาสเก็ตบอลอยู่ก่อนซึ่งผิดกติกาของโรงเรียน ในตอนแรกสองสาวก็ไม่สนใจหามุมซ้อมของตัวเองไป แต่ขณะที่พวกเธอกำลังซ้อมกันอยู่นั้น รุ่นพี่คนหนึ่งก็วิ่งมาชนจนเพื่อนของมิตสึมิเกือบล้ม แต่พวกเขาก็ยังเล่นกันต่อโดยไม่สนใจที่จะขอโทษหรือแม้แต่หันมาดู นั่นทำให้มิตสึมิของขึ้นทน
ไม่ได้ เดินไปบอกให้กลับมาขอโทษ สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที แต่แล้วก็มีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ดุเพื่อนที่ก่อเรื่อง ไล่ให้ออกไปจากโรงยิม ก่อนจะมาขอโทษกลุ่มของมิตสึมิ ซึ่งเพื่อนสาวของเธอได้สังเกตชื่อรุ่นพี่เกเรสองคนแรกจากรองเท้าที่ใส่ แล้วแช่งด่าในใจว่า ฉันจะขอจำชื่อพี่เกเรสองคนนี้ไว้ตลอดไปจนกว่าจะจบการศึกษาอย่างไม่มีวันลืมเลือน
หากตัวมิตสึมิเองกลับมีสีหน้าซาบซึ้ง ก่อนจะพูดถึงชื่อของรุ่นพี่อีกคนออกมา ซึ่งเป็นพี่ปี 2 คนที่มาช่วยพวกเธอเอาไว้นั่นแหละ พลางชมว่า พี่คนนั้นเท่จังเลยเนอะ
นั่นทำให้เพื่อนของเธอคิดได้ว่า ในสถานการณ์เดียวกันแท้ๆ ตัวเองนั้นมัวแต่ไปเพ่งเล็งเพ่งโทษมุ่งจะจำชื่อพยาบาทคนที่ทำตัวเกเรสองคน แต่มิตสึมิ ที่จริงๆ ออกหน้าทวงคำขอโทษแทนเธอจนเกือบถูกหาเรื่องด้วยซ้ำ กลับเลือกที่จะจำเพียงชื่อรุ่นพี่ใจดีที่มาช่วยตอนจบ
นี่คือตัวอย่างของความแตกต่างระหว่างการ “คิดในแง่บวก” กับการ “คิดในแง่ลบ” ภายใต้ข้อเท็จจริงเดียวกัน คือมันไม่เกี่ยวว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกตีความและจดจำอะไรของเหตุการณ์นั้นมากกว่า
จริงๆ แล้ว ต่อให้เราไม่เชื่อว่าโลกนี้กำลังเป็นไปในทางที่ดี โลกมันก็จะยังคงยืนยันข้อเท็จจริงถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นไปด้วยข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามแต่เราจะเลือกเชื่อ ซึ่งถ้าไม่ชิงหนีไปต่างโลก เราก็จะต้องอยู่ในโลกร้ายๆ ที่มีทั้งเรื่องเลวร้ายจริงและเรื่องเลวร้ายจากการตีความของเราอยู่ดีนั่นแหละ โดยไม่ว่าเราจะคิดบวกหรือคิดลบก็ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงบางเรื่องในอดีตได้ เพียงเราจะพัฒนา หรือแก้ไขผลกระทบต่อเนื่องของมันไปได้หรือไม่เท่านั้น แต่การจะพัฒนาไปในทิศทางไหนก็ขึ้นกับว่าเราตีความสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและเป็นฐานนั้นอย่างไร
เช่นเดียวกับ “การเมืองไทย” ในทุกวันนี้ ที่เท่าที่เห็น หลายคนยังคงผิดหวังจากการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเมื่อพบว่า นโยบายหลายเรื่องของพรรคเพื่อไทย (ที่เคยถูกมองว่าเป็น “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย”) นั้นหายไป หรือเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ท่าทีหรือแนวทางการแก้ไข หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อ้ำอึ้ง เต็มไปด้วยกระบวนการที่เหมือนถ่วงเวลา
เรื่องที่จะทำแน่ๆ อย่างเงินดิจิทัลก็คลุมเครือไม่ชัดเจนทั้งกระบวนการและที่มาของเงิน เรื่องที่ไม่ได้ประกาศว่าจะทำอย่างการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นสองงวดก็ดันประกาศออกมา แถมถ้าบ่นอะไรออกอากาศหรือเปิดเป็นสาธารณะ ก็จะถูกบรรดา “นางแบก” “นายแบก” มาแคปไปเสียบด่าหรือมาแขวะกันแบบเน้นสะใจไม่ใช้สมองให้เจ็บใจกันอีก
ความที่ได้เห็น “แง่ไม่งาม” หลายต่อหลายเรื่องมาจากรัฐบาลก็ทำให้ผู้คนตั้งระวังไม่ไว้วางใจไว้ก่อน จนทำให้การเริ่มต้นของรัฐบาลคุณเศรษฐาต้องตกอยู่ในสภาพของ “คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด” เช่นเรื่องการแย่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นสองครั้งต่อเดือน ซึ่งจริงๆ ก็มีผู้คำนวณให้ดูกันแล้วว่าไม่แย่ สามารถหักใช้หนี้ได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีกระแสเงินสดให้ประคองใช้ไปได้ราบรื่นกว่า แต่ก็เหมือนไม่มีใครสนใจจะเปิดใจรับฟังสักเท่าไร
แม้ยอมรับในข้อเท็จจริงว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีความเห็นอะไรที่ “บ้ง” หรือฟังแล้วชวนกุมขมับจากรัฐมนตรีเพื่อไทยเองและพรรคร่วมรัฐบาล แต่เราจะได้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นหลายเรื่องจากรัฐบาลที่กำลังจะได้มาบริหารประเทศนี้ เช่นแม้เราจะมองว่าตัวนายกรัฐมนตรีนั้นมี “ท่าที” ออกไปในทางเกรงอกเกรงใจฝ่ายกองทัพในระดับเป็นเจ็บเป็นร้อนแทน แต่ถ้าพิจารณาจากจุดยืนของตัวรัฐมนตรีกลาโหม อย่างคุณสุทิน คลังแสง ในเรื่องของเรือดำน้ำที่มีปัญหาคาราคาซังเรื่องอาจจะได้เครื่องที่ไม่ตรงสเปก ก็ชัดเจนในทีว่า ถ้าไม่ได้เครื่องยนต์ของเยอรมันมาก็คงจะไม่ได้เห็นเรือดำน้ำในอ่าวไทย หรือการแต่งตั้งรัฐมนตรีซึ่งอาจจะดูไม่สวยไม่หล่อ เพราะต้องคำนึงถึงโควต้าทางการเมืองด้วย
เช่นกรณีของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งดูเหมือนในทีแรกตัวรัฐมนตรีจะมีความสับสนและ “ไม่ทัน” กับเรื่อง “ซอฟต์เพาเวอร์” หากก็ปรากฏว่ามีการแต่งตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างโดยมีคนสำคัญอย่างคุณแพทองธาร อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มาเป็นรองประธานกรรมการ ประกอบกับผู้มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจและวัฒนธรรมซึ่งหลายท่านก็ชัดเจนมานานว่าเป็น “คนฝั่งนี้” ขึ้นเป็นกรรมการ และมีโครงสร้างและภารกิจใกล้เคียงกับองค์กรแบบเดียวกันของไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
มันอาจจะมีแง่มุมแม้จะไม่ได้ดังใจนักอยู่ แต่มองแล้วประเทศของเราและการเมืองของเราก็กำลังดีขึ้นทุกวันอยู่ด้วยเช่นกัน
กล้า สมุทวณิช

