ข้อเสนอว่าด้วย “การปลดพันธนาการเรื่องคดีความ ให้คนทุกฝ่ายที่เห็นต่างและเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง”
มากด้วยความ “แหลมคม” และ “ท้าทาย”
ท้าทายต่อสถานะแห่งความเป็น “รัฐบาลพิเศษ” บนฐานคิดอันมีรากมาจากความต้องการ “ก้าวข้าม
ความขัดแย้ง”
แหลมคมเพราะเลือกเอา “วันที่ 19 กันยายน”
แหลมคมเพราะเจ้าของ “ความคิด” และดำเนินการเสนอเป็น “ข้อเรียกร้อง” คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เนื่องจากความซับซ้อนแห่ง “สถานะ” ในทางการเมือง
เขาอาจจะถูก “ตัดสิทธิ” ทางการเมือง และไม่มี “สถานะ” อะไรนอกเหนือจากเคยดำรงตำแหน่งเป็น
“ผู้อำนวยการ” ครอบครัวเพื่อไทย
เคียงคู่กับ “แพทองธาร” เคียงคู่กับ “เศรษฐา”
คําถามแรกที่ต้องค้นหาคำตอบอยู่ที่ เหตุปัจจัยอะไรทำให้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลือกเอาวันที่ 19 กันยายน เป็น “จุดเริ่ม”
นั่นเพราะ “รัฐประหาร” เมื่อ 17 ปีก่อน
คล้ายกับว่าเหตุการณ์ “รัฐประหาร” เมื่อเดือนกันยายน 2549 คือ สารตั้งต้นให้นำไปสู่สถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
ทำให้มีคนตาย 90 กว่า ถูกจับกุมร่วม 2,000 คน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ถูกประเมินว่า “เสียของ” จึงต้องทำรัฐประหาร “ซ้ำ” ในเดือนพฤษภาคม 2557
จึงนำไปสู่การประท้วงโดยเฉพาะจากปี 2563 เป็นต้นมา
ผลจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 อาจเป็น “คนเสื้อแดง” แต่ผลจากรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 เป็น “เยาวชน คนรุ่นใหม่”
นี่คือโจทย์ทางการเมือง สำหรับ “รัฐบาลพิเศษ”
นอกจากเหตุผลในลักษณะแวดล้อม และเป็นผลสะเทือนจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แล้ว
การเกิดขึ้นของ “รัฐบาลพิเศษ” ก็ทรง “ความหมาย”
ไม่เพียงเห็นได้จากปรากฏการณ์ในวันที่ 22 สิงหาคมอันส่งแรงสะเทือนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
ทำให้การมาที่ “ดอนเมือง” เกิดขึ้นอย่าง “ราบรื่น”
ทำให้การประชุมรัฐสภา เกิดมติจาก 482 เสียงเห็นชอบให้ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
สะท้อนความปรองดอง สมานฉันท์
ระหว่าง 1 พรรคเพื่อไทย 1พรรครวมไทยสร้างชาติ 1 พรรคพลังประชารัฐ 1 พรรคภูมิใจไทยและที่สำคัญคือ 1 สมาชิกวุฒิสภา
เป็นนิมิตหมายที่ดี แห่งการก้าวข้ามความขัดแย้ง
ข้อเสนอจาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จึงเป็นข้อเสนอของบุคคลที่ตกเป็น “เหยื่อ” ของความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม
เป็นความรู้สึก “ร่วม” กับ “เพื่อไทย”
พรรคเพื่อไทยอันเป็น “อวตาร”และมีความต่อเนื่องมาจากที่พรรคไทยรักไทยถูกกระทำ พรรคพลังประชาชนถูกกระทำ
เป็นข้อเสนอที่นุ่มนวลและนอบน้อมยิ่งในทางการเมือง

