‘วันมูหะมัดนอร์’กางเป้า ‘รัฐสภา’ถอดสลักขัดแย้ง

23.09.23 | 12:02 น.

‘วันมูหะมัดนอร์’กางเป้า
‘รัฐสภา’ถอดสลักขัดแย้ง

หมายเหตุนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการทำหน้าที่ประธานในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีเป้าหมายให้เป็นอีกหนึ่งองค์กรร่วมเดินหน้าประเทศ

⦁การทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรในห้วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ผมได้มีโอกาสกลับมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาสมัยที่ 2 หลังจากเคยเป็นมาแล้วเมื่อ 27 ปีที่ผ่านมา อยากจะเรียนให้ทราบว่าการมาทำหน้าที่ครั้งนี้ ผมไม่ได้คาดคิดหรือใฝ่ฝันว่าจะต้องมาเป็นประธานรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าอยากจะเข้ามาทำหน้าที่ ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล อยากจะให้กำลังใจ น้องๆ ในพรรคประชาชาติได้ทำงานในทางที่ก้าวหน้าต่อไป อย่างที่พวกเราทราบดีว่าเป็นความจำเป็นของบ้านเมือง เนื่องจากเป็นวิกฤตการณ์ของการเลือกประธานสภา เลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงเรื่องการตั้งรัฐบาล เป็นเหตุผลสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ด้วย ผมจึงมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง ต้องทำหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ จัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตจากเหตุอะไรก็ตาม ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี

⦁ประเมินเรตติ้งก่อนและหลังการเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาอย่างไรต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ไม่มีอะไร การเป็นประธานสภาในครั้งแรกก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่ในคราวนี้ผมรู้สึกว่าเบื้องต้นจะมีปัญหาค่อนข้างมากหน่อย เพราะเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจที่ดีในการที่จะได้นายกฯ และการได้รัฐบาลใหม่ ผมต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด อาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา การที่จะเป็นผู้ตัดสินหรือกรรมการในเรื่องใดๆ ก็ย่อมจะมีผู้ที่สมหวังและคนที่ผิดหวัง หรืออาจจะเป็นความบกพร่องของการทำหน้าที่ก็ได้ เป็นไปได้ทั้งนั้น

แต่ยืนยันกับประชาชนทุกท่านว่าผมมีความตั้งใจจะทำหน้าที่ให้เป็นกลางที่สุด ดังที่ผมได้กล่าววิสัยทัศน์ในการที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานสภา ว่าต้องทำหน้าที่เป็นกลาง ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อบ้านเมือง จะรักษาคำพูดนี้ไว้ตลอดกาล ผมไม่สามารถที่จะทำอะไรเพื่อสนองความต้องการของบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือพรรคการเมืองใด ต้องทำหน้าที่เพื่อเป็นกลางทางการเมือง อันนี้เป็นสิ่งที่ผมยึดถือ

Advertisement

ใจผมพร้อมที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์ การตำหนิจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในฐานะที่เดิมผมเป็นครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ต้องหวังดีกับลูกศิษย์ อยากจะเห็นลูกศิษย์ทุกคนมีความก้าวหน้า แน่นอนศิษย์มีหลายประเภท มีทั้งคนขยัน คนไม่ขยัน แต่ทั้งหมดคือลูกศิษย์ ต้องหวังดีกับเขา อันนี้คือสิ่งที่ได้จากการเป็นครู

การเป็นประธานสภาก็เหมือนกัน สิ่งที่จะได้คือดำเนินการกิจการสภาไปด้วยดี ให้มีกฎหมายออกมาที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน แล้วกฎหมายออกมาเยอะๆ ให้มีการทำหน้าที่ของสมาชิกสภา ในบทบาทของการยื่นญัตติ การควบคุมรัฐบาล การดูแลงบประมาณของประเทศ การทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนได้เต็มที่ เพราะสภาเป็นที่ของการแสดงบทบาทของสมาชิกสภา การโต้เถียง ความไม่พอใจ เป็นเรื่องปกติของสภา

สิ่งที่อยากจะเรียนกับประชาชนทั่วไปฟังว่า ผมดีใจมากจริงๆ ที่เห็นการพัฒนาการของสมาชิกสภาครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในเรื่องต่างๆ ผมว่ามีการพัฒนาที่ดี จากการที่ผมเป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี 2522 และเป็นประธานรัฐสภามาตั้งแต่ปี 2539 มาถึงปี 2566 ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากในทางที่ดีขึ้น ส.ส.ที่อภิปรายทำการบ้านเยอะ ประชาชนที่ฟังการอภิปรายของสมาชิกจะได้ความรู้ ไม่ใช่ได้แต่ความสะใจอย่างเดียว แต่ได้ความรู้ นี่คือรัฐสภาที่อยากเห็น

ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาไม่ว่าจะอยู่ในพรรคไหน เขาเปลี่ยนแปลงจากความรู้ความสามารถเขาได้อย่างดี ส่วนคนรุ่นเก่าก็ยังดีอยู่ แต่คงต้องปรับปรุงบทบาทหน้าที่ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะเปลี่ยนแปลง แน่นอนทุกอย่างในโลกนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ควรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าพึงพอใจ แม้จะทำหน้าที่มาเพียง 4 เดือน ประชาชนจะสนใจการเมืองมากขึ้น ประชาธิปไตยก็จะพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่พอใจแต่ว่าประชาธิปไตยก็ต้องมาจากสภา ประชาธิปไตยก็ต้องมาจากผู้แทน ก็บอกว่าประชาชนจะเป็นอย่างไรผู้แทนก็เป็นอย่างนั้น

⦁ถ้าเปรียบตัวเองเป็นครู จะมีวิธีการดูแลนักเรียนในสภาให้เรียบร้อยอย่างไร
การเป็นครูก็เหมือนกัน ถ้าเรามีความเป็นธรรม จิตใจกว้าง และมีจิตวิทยา เข้าใจความต้องการของทุกคนได้ ก็สามารถจะบริหารการประชุม การดำเนินการต่างๆ ได้ เพราะสภาที่สำคัญ คือ 1.การทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการไปอภิปรายกันแล้วก็เสนอญัตติก็เข้ามา สภา 2.ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาเป็นที่ถกเถียงและหามติ ทำตามมติที่ตกลงกันได้ เพราะฉะนั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นประธานก็ต้องมีความเข้าใจและต้องมีจิตวิทยาทราบความเข้าใจของทุกๆ ฝ่าย ต้องหาข้อสรุปได้ เพื่อให้ได้ข้อมตินั้นนำไปใช้กับประชาชน

คงต้องคุยกับรองประธานสภาทั้งสองคนว่าสภาต้องมีการปฏิรูปตั้งแต่เรื่องระบบจัดการประชุมไม่ให้เสียเวลามากเกินไป ทำอย่างไรให้เวลาคุ้มค่ากับการประชุมให้มากที่สุด แม้จะเปิดสภามา 4 เดือน แต่ 3 เดือนที่ผ่านมามัวยุ่งกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่ต้องเลือก 3 ครั้ง

เพราะฉะนั้นผลงานของสภาจะเริ่มเดินอย่างเร็วขึ้นหลังจากที่มีนายกฯ มีรัฐบาลแล้ว เพราะรัฐบาลก็ต้องรีบเสนอกฎหมายและสมาชิกต้องเริ่มเสนอกฎหมาย มีการตั้งกระทู้ถาม ทั้งกระทู้สดด้วยวาจาและกระทู้ปกติทั่วไป ตรงนี้คงต้องพัฒนาว่ากระทู้สดจะทำอย่างไร ถ้าให้รัฐบาลมาตอบ ไม่ใช่กระทู้สดกลายเป็นกระทู้แห้ง ไม่ตอบสัปดาห์นี้แต่ขอตอบสัปดาห์หน้า อันนี้ต้องขอความร่วมมือ

สองกระทู้ทั่วไป รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับสภา เพราะวันประชุมสภา วันพุธ วันพฤหัสบดี รัฐบาลต้องพร้อมที่จะมาตอบกระทู้ ตอบข้อซักถามของสมาชิกสภา ในสมัยประชุมปีหนึ่งมีสองสมัยประชุม สมัยประชุมละ 4 เดือน รัฐบาลต้องมาพร้อมที่สภา เฉพาะ 2 วัน นัดอย่างอื่นก็ทำในวันอื่น

มันเป็นเรื่องของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมาจากสภา สภามาจากประชาชน เชื่อมโยงกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเอาใจใส่สภา มาตอบมาอยู่ที่สภา ผมไปต่างประเทศเวลาช่วงเปิดสมัยประชุม นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี มีห้องทำงานที่สภา จะรับแขกจะสั่งงานที่สภา เฉพาะวันพุธ พฤหัสบดี เพราะสภาคือที่พบประชาชน ถ้าอยากจะพบประชาชนไม่จำเป็นต้องไปต่างจังหวัด เพราะตรงนี้มีผู้แทน 400 เขต ทั่วประเทศก็อยู่ที่นี่ ก็ได้พบประชาชนแล้ว

แต่ถ้าอยากเห็นพื้นที่จริง ก็ออกไปวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันอังคารประชุม ครม. แต่วันพุธ วันพฤหัสบดีจะต้องให้เวลากับประชาชน นั่นคือให้เวลากับสภา ผมคงจะต้องขอความร่วมมือจากนายกฯ คณะรัฐมนตรี ว่าสภาจะพัฒนา รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับสภา

⦁จะมีวิธีหรือกลไกในการประสานงานกับฝั่ง ครม.ให้ยึดโยงกับงานของสภาอย่างไร
คณะรัฐมนตรีชุดนี้มาจากประชาชนเลือกตั้งทั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.เขต เพราะฉะนั้นเมื่อมาจากประชาชนต้องให้ความสำคัญกับสภา ในต่างประเทศให้ความสำคัญมากกับสภา นอกจากมีภารกิจจริงๆ ที่สำคัญ

ถ้าได้รับการร้องขอ เพราะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้ว ส.ส.อยากจะพบรัฐมนตรีเพื่อเอาปัญหามาให้ ไม่ต้องวิ่งไปกระทรวง วันพุธ วันพฤหัสบดี รัฐมนตรี นายกฯ อยู่ที่สภา ก็สามารถรับเรื่องจาก ส.ส.ไปปฏิบัติและตอบคำถามได้ ผมว่าจะเป็นประโยชน์มาก ในฐานะประธานฝ่ายนิติบัญญัติตั้งใจจะเดินหน้าในเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ผมว่านายกฯมีความสนใจ แล้วเป็นคนรุ่นใหม่คงเข้าใจ คงอยากจะมาทำงานที่สภา ประชาชนก็จะได้รับผลเร็วขึ้น

⦁ในฐานะประธานฝ่ายนิติบัญญัติ มีความคาดหวัง ให้งานด้านออกกฎหมาย การตรวจสอบรัฐบาล จับต้องได้อย่างไร
เรื่องกฎหมาย ปีหนึ่งได้รับจำนวนไม่กี่ฉบับ แต่การออกกฎหมายเยอะๆ อย่างเดียว แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จุดประสงค์ กฎหมายที่มีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์ก็ต้องออกให้ทันสถานการณ์ แล้วกฎหมายเก่าๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้ ต้องรีบมาขอยกเลิกแล้วแก้ไข

เรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ตอนนี้บทบาทของฝ่ายค้าน ผมว่าจะมีความเข้มแข็ง มีการเตรียมข้อมูลเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นรัฐบาลต้องมีข้อมูลพร้อมที่จะชี้แจงต่อประชาชน ผลคือครั้งหน้าถ้ารัฐบาลตอบดี กระแสของรัฐบาลดี การเลือกตั้งคราวหน้ารัฐบาลก็จะได้คะแนนเสียงมาก

แต่ขณะเดียวกันถ้าฝ่ายค้านไม่สามารถจะทำหน้าที่ควบคุมรัฐบาลได้ แล้วไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสภา การอภิปรายก็ไม่มีประสิทธิภาพ ฝ่ายค้านก็จะไม่ค่อยได้คะแนนอะไร เพราะฉะนั้นการควบคุมรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับสภาเหมือนกัน ผมอยากเห็นสภายุคนี้เป็นยุคใหม่ที่พัฒนาแล้ว

ถ้าสภาล่มเพราะองค์ประชุมไม่ครบ ประชุมไม่ได้ การออกกฎหมายก็ช้า การควบคุมรัฐบาลก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากเห็นสภาทำงานด้วยความเข้มแข็ง แน่นอนเสียงข้างมากของรัฐบาลต้องมีหน้าที่ในการรักษาองค์ประชุมให้ได้ อยากให้องค์ประชุมไม่ล่ม แล้วประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกส่วนหนึ่งคือ มีกรรมาธิการมากทั้งสามัญและวิสามัญ ต้องคุยกับพรรคการเมืองและ ส.ส.ว่าต้องแบ่งเวลากันให้ถูกต้อง จัดให้เหมาะสม เช่น ผมว่า ส.ส.จะได้งานเยอะขึ้นแล้วก็มีคุณภาพมากขึ้น แต่ถ้าแบ่งเวลาไม่ถูกเดี๋ยวองค์ประชุมทางสภาก็ขาด ทางกรรมาธิการก็ขาดเพราะว่าประชุมพร้อมกัน ต้องคุยกับทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่อย่างคุ้มค่ากับที่หาเสียงไว้และคุ้มค่ากับภาษีของประชาชน

⦁จะมีวิธีการใช้กลไกของสภาร่วมหาทางออกของความขัดแย้งให้จบกันในสภาได้อย่างไร
ใช่ อันนี้ถูกต้อง ต้องให้เรื่องต่างๆ จบลงด้วยการถกเถียงแสดงความคิดเห็นในสภา ไม่ควรที่จะนำเรื่องเอาไปสู่ความแตกแยกความสามัคคี แบ่งเป็นพวก แบ่งเป็นสี ออกไปข้างนอกสภา ซึ่งจะนำมาสู่การทำลายประชาธิปไตย ในที่สุดคนที่ไม่ชอบประชาธิปไตยจะฉวยโอกาสนี้ว่าสภามีความแตกแยก สภาไม่สามารถที่จะดำเนินทางวิถีประชาธิปไตยได้ ก็ใช้วิธีการตัดสินด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าต่อไปนี้อย่าไปทำกิจกรรมอะไรที่เกิดความแตกแยก แล้วนำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ควรจะใช้สภาเป็นที่ยุติปัญหา และความขัดแย้งทั้งหลาย ถ้าทุกคนยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ผมว่าความขัดแย้งจะจบในสภาได้

ส่วนสิ่งที่ประชาชนข้องใจ เช่น เรื่องการคอร์รัปชั่น เรื่องยาเสพติด สภาต้องทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ออกกฎหมายที่เข้มข้น เรื่องคอร์รัปชั่นต้องนำสู่การตรวจสอบให้ได้ เพราะประเทศเสียหายเรื่องคอร์รัปชั่นเยอะ และรัฐบาลก็ต้องสนใจในเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ผมว่าอย่างน้อยที่สุด เรื่องคอร์รัปชั่นควรจะเป็นวาระแห่งชาติ ให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ปัญหา

เรื่องยาเสพติดรุนแรงมาก สิ่งที่ต้องยุติให้ได้คือผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้ขาย อันนี้คือคนที่ทำลายชาติ เพราะฉะนั้นกฎหมายต้องเข้มข้นและเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ระดับสูง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

⦁เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะมีบทบาทขับเคลื่อนให้ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้อย่างไร
เรื่องรัฐธรรมนูญ ผมว่าการเมืองที่อยู่ในซีกรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้งก็เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อบกพร่องหลายประการด้วยกัน ความเป็นประชาธิปไตยการกระจายอำนาจน้อยอะไรต่างๆ ประสิทธิภาพประสิทธิผลของกลไกรัฐไม่เต็มที่ ฝ่ายค้านก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นวาระแรกที่รัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย คงต้องใช้เวลาพอสมควร

รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดที่เคยมีสมัยผม คือรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ใช้เวลาเพราะว่าการเตรียมการเรื่องนี้ก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปี แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้คงใช้เวลาปีสองปี เช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าต้องเป็นวาระแรกๆ ของรัฐบาลเพราะต้องใช้เวลาในการร่วมกันแก้ไข แล้วร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต้นแบบก็มีรัฐธรรมนูญ 2540 แม้จะไม่ใช่ดีที่สุด

แต่ก็ดีกว่าหลายฉบับ คงต้องเอารัฐธรรมนูญ 2540 และความดีของรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับมาถอดบทเรียนแล้วมาให้กรรมการที่ยกร่าง ที่มาจากหลากหลายภาคส่วน เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ส่วนวิธีการจะมีที่มาอย่างไร แต่ต้องมาจากภาคของประชาชนที่หลากหลาย รวมทั้งนักวิชาการด้วย

แต่เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีเงื่อนไขกำหนดว่า ต้องทำประชามติ ยกเว้นว่าการแก้ไขบางมาตรา อีกทั้งมีเงื่อนไขหลายประการเช่นว่า ต้องมี ส.ว.เห็นด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 นอกจากนี้ ต้องให้ฝ่ายค้านเห็นด้วย 20% เงื่อนไขมันเยอะ ไม่ใช่เสียงข้างมากอย่างเดียว แต่ ส.ว.ที่อยู่ปัจจุบันนี้ ผมว่าวาระของท่านก็จะหมด เหลือเวลาอีก 10 เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญคงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาน่าจะเป็น ส.ว. ชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่แล้ว

หากทุกฝ่ายพูดคุยให้เกิดความเห็นพ้องตรงกัน โดยยึดหลักและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จได้