วิเคราะห์ : ‘เศรษฐา’ขึ้นเวทีโลก เปิดแนวรุกศก. ปั๊มผลงานการเมือง

24.09.23 | 13:40 น.

นําคณะร่วมเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ระหว่างวันที่ 18-24 กันยายน 2566 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สำหรับ “เศรษฐา
ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน

การนำคณะไปร่วมประชุมในเวทีระดับโลก อย่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 78 ของ “เศรษฐา” ถือเป็นการเปิดตัว นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม ที่หลายประเทศทั่วโลกยึดเป็นกติกาสากล

นอกจากวาระของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ในหัวข้อ ผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี ค.ศ.2023 (Sustainable Development Goals (SDG) Summit 2023) ที่ผู้นำแต่ละชาติจะได้ชูวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

ในส่วนของประเทศไทยภายในการนำของ “เศรษฐา” นายกฯ จะได้ถือโอกาสฟื้นศักยภาพ จุดแข็ง จุดขายของประเทศไทย ทั้งมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านถ้อยแถลงที่โชว์วิสัยทัศน์กับผู้นำโลกที่ว่า ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ และสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง รวมทั้งมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนการจัดสรรแหล่งทรัพยากรและเงินทุน การลดช่องว่างทางการเงิน รวมถึงสรรหานวัตกรรมเครื่องมือทางการเงิน จะช่วยให้ทุกประเทศสามารถรับมือกับความท้าทาย และการร่วมกันขับเคลื่อน SDGs ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนข้อเรียกร้องของเลขาธิการสหประชาชาติในการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ผ่านมาตรการกระตุ้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนี้ 1.ไทยประกาศความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave no one behind) ผ่านหลักการไปให้ถึงและช่วยเหลือกลุ่มที่รั้งท้ายก่อน (reaching those furthest behind first) รวมทั้งลดความยากจนในคนทุกช่วงวัยภายในปี ค.ศ.2027 2.ไทยประกาศความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศสำหรับประชากรทุกคนในประเทศ รวมถึงให้ความสำคัญกับสิทธิด้านสุขภาพ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะให้ครัวเรือนที่ต้องกลายเป็นครัวเรือนที่ยากจนหลังจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล (Health impoverishment) ต้องมีจำนวนลดลงไม่เกินร้อยละ 0.25 ภายในปี ค.ศ.2027 และ 3.ไทยประกาศความมุ่งมั่นที่จะผลักดันร่วมมือกับหุ้นส่วนความร่วมมือทุกระดับ ในการดำเนินการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงบริการพลังงานสมัยใหม่ (modern energy services) ในราคาที่เหมาะสมและมีความน่าเชื่อถือภายในปี ค.ศ.2030

Advertisement

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากจุดยืนของประเทศไทยที่นายกฯได้ประกาศไปบนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติแล้ว ยังมีวาระที่ “เศรษฐา” จะได้หารือกับผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Blackrock บริษัทผู้นำในการบริหารการเงิน และการลงทุนของโลก SpaceX บริษัทเอกชนทางด้านธุรกิจการขนส่งทางอวกาศ Citibank สถาบันการเงินระดับโลก “อีลอน มัสก์” (Elon Musk) และผู้บริหารบริษัท Tesla ผู้ออกแบบ ผลิตและจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้า Goldman Sachs วาณิชธนกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก JP Morgan บริษัทให้บริการทางการเงินและการลงทุน Estee Lauder : ธุรกิจความงามแบรนด์ดังของโลก Microsoft บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ของโลก Google เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต

เพื่อแสวงหาความร่วมมือและเชิญชวนให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวมาลงทุนในประเทศไทย โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้การดูแล สนับสนุนตามกรอบกฎหมาย สิทธิประโยชน์ ด้านการลงทุน ตามนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาที่เดินหน้าทำงานแบบ “ควิกวิน” ใช้แนวทางการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจนำเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศทันที

ตามปรัชญาการทำงานของรัฐบาลที่วางกรอบไว้ชัดเจน เนื่องจากปัญหามีอยู่เยอะ ไม่สามารถแก้ปัญหาแบบแพคเกจได้ อะไรที่ทำได้ต้องทำก่อนแล้วค่อยทยอยออกมา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการเดินหน้าขับเคลื่อน ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ดีที่สุดคือการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการวีซ่าฟรีนำร่องให้กับนักท่องเที่ยวประเทศจีนและประเทศคาซัคสถานที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนนี้ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567

การเดินหน้าของรัฐบาลเศรษฐา นับจากนี้ภายหลังโชว์จุดยืนและวิสัยทัศน์ในเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติกับผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้นโยบายของรัฐบาลเกิดขึ้นได้จริงและจับต้องได้นั้น คือ กลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติผ่าน ครม. กลไกของภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาสังคมเป็นผู้ร่วมนำนโยบายไปเดินหน้าให้เกิดขึ้นผลในทางปฏิบัติ ตามที่ “เศรษฐา” นายกฯ ได้ประกาศไว้ว่า รัฐบาลนี้พวกเรามาในต้นทุนที่สูง เทหมดหน้าตัก และในแง่ของขั้นตอนการมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ตรงนี้ก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่าง หลายอย่างที่พูดไปก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคณิตศาสตร์พื้นฐาน และผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้มาจากประชาชนและจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างสุดความสามารถ ที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องกำลังเผชิญอยู่ปัญหาแรกๆ คือ ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ นอกจากแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เรื่องของการเยียวยาจิตใจให้คนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกความเห็นต่าง อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

ผลลัพธ์เดียวที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อมั่นและความหวังต่อ “รัฐบาลเศรษฐา” คือ ต้องเร่งสร้างผลงานออกมาให้ประชาชนจับต้องได้มากที่สุด เพื่อแลกกับต้นทุนที่ทุ่มไปแบบหมดหน้าตักแลกกับการจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้ว