ช่อ ชี้อย่ามอง ‘ซีรีส์วาย’ เป็นแค่สินค้า จะแข่งเวทีโลก คุณค่าอยู่ที่การยอมรับความหลากหลาย

ช่อ ชี้ ‘ซีรีส์วาย’ จะไปรอด อย่ามองเป็นแค่สินค้า แต่คือสิ่งสะท้อน การยอมรับความหลากหลายทางเพศ หวังรัฐอัดงบหนุนซอฟต์เพาเวอร์ เคลื่อน ศก.สร้างสรรค์ 

เมื่อวันที่ 23 กันยายน FEED สื่อผู้ผลิตคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ภายใต้เครือมติชน จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี FEED Y CAPITAL 2ND เมืองหลวงซีรีส์วาย ครั้งที่ 2 ขนทัพนักแสดงซีรีส์สุดปัง และศิลปิน T-POP ขึ้นโชว์เสิร์ฟความสุขให้แฟนๆ จนล้นทะลักเวที สร้างปรากฏการณ์ความฟินเต็มกราฟ ในวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2566 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์

น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เปิดเผยว่า หลักคิดซอฟต์เพาเวอร์ มีแนวคิดมาจากทางทหารคำว่า อำนาจ หรือเพาเวอร์ คือเรื่องของความมั่นคง ผู้ที่คิดขึ้นมาจึงเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ จากแนวคิดที่มองว่าอำนาจแข็งไม่เพียงพอ การนำรถถัง เรือดำน้ำไปรบกันระหว่างประเทศ ไม่ใช่เทคนิคการพูดการเมืองที่ได้ผลมากเพียงพอ

สิ่งที่ได้ผลมากกว่าคือ การสร้างพลังต่อรองที่ไม่จำเป็นต้องบังคับ แต่ใช้กระบวนการการโน้มน้าวด้วยกระบวนการอื่นๆ ทั้งการใช้สื่อ วัฒนธรรม ที่ทำให้การเจรจาต่อรองไม่ต้องใช้กำลังบังคับ ถือเป็นอารยะมากกว่า และอาจได้ผลมากกว่า ทำให้ซอฟต์เพาเวอร์คือ พลังงานในการโน้มน้าวประเทศอื่น หรือบุคคลอื่นให้ทำในสิ่งที่เราต้องการได้ โดยใช้เครื่องมือการสื่อสารอื่นๆ ซึ่งซอฟต์เพาเวอร์ หากไม่เข้าใจแนวคิดว่า ไม่มีวันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่มีวันเป็นซอฟต์เพาเวอร์อย่างแท้จริง หากไม่ได้เกิดการวางแผนจากภาครัฐ เนื่องจากซอฟต์เพาเวอร์คือรัฐบาลจะต้องมีนโยบายตั้งใจทำสิ่งนี้ขึ้น เพื่อสร้างพลังต่อรองเพื่อจุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง

Advertisement

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ซอฟต์เพาเวอร์มีดัชนีชี้วัดอย่างเป็นทางการในระดับโลก โดยเป็นการจัดอันดับอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าประเทศใดมีซอฟต์เพาเวอร์อยู่ในระดับใดบ้าง ซึ่งประเทศที่ได้อันดับ 1 คือสหรัฐ รองลงมาเป็นจีน ญี่ปุ่น เรียงแบบนี้มาตลอด เกาหลีใต้อยู่อันดับที่ 12 เนื่องจากซอฟต์เพาเวอร์หมายถึงมหาอำนาจที่คนรู้สึกว่ามีความรู้จักและน่าเป็นแบบอย่าง มีความหมายทางจิตใจของคน ไม่ได้เกี่ยวว่าจะต้องรบชนะหรือไม่อย่างไร เป็นอำนาจนำในทางวัฒนธรรมเมื่อคิดถึงประเทศนั้นๆ โดยประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 ถือว่าไม่แย่จากใน 120 อันดับทั่วโลก

แต่ถามว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ แฟชั่นไทยไปอยู่ในแฟชั่นโลกอย่างมีศักดิ์ศรี หรือทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายสามารถไปบุกตลาดโลกได้ เป็นประเทศที่ถูกจดจำและชื่นชมในระดับโลก ซึ่งต้องพูดว่าอันดับที่ 35 ไม่เพียงพอ แล้วคำถามคือ ทำอย่างไรให้อันดับของซอฟต์เพาเวอร์ไทยดีขึ้นและเพียงพอในการผลักดันผลประโยชน์ของไทยในเวทีโลก

น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ดัชนีซอฟต์เพาเวอร์มีการประเมินผลผ่านการจัดอันดับ 6 เสา อาทิ ประเทศเป็นที่รู้จักหรือไม่ คุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนในประเทศนั้นๆ ทำให้ซอฟต์เพาเวอร์ของไทยไม่ใช่แค่เป็นประเทศที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง แต่ต้องเป็นประเทศที่คนอื่นเอาเป็นแบบอย่างได้ มีความสมบูรณ์ถึงความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต การศึกษา เป็นที่จดจำในแง่ดีของประชาคมโลก

โดยซีรีส์วายจะถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ของไทยได้ อันดับแรกรัฐบาลต้องรู้ก่อนว่าวิธีทำให้ซอฟต์เพาเวอร์ของไทยขึ้นสู่ระดับโลกได้ต้องทำอย่างไร ไม่ใช่แค่เอาซีรีส์วายไปขายต่างประเทศได้ก็หมายถึงเป็นซอฟต์เพาเวอร์แล้ว ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ซีรีส์เกาหลี หรือศิลปินไอดอลเกาหลีที่เป็นซอฟต์เพาเวอร์ได้ เนื่องจากสุดท้ายแล้วต้องทำให้คนเกิดความต้องการมีส่วนร่วม เหมือนพอดูซีรีส์เกาหลีแล้วอยากทำตาม ทั้งการทานอาหารเกาหลี หรือการไปเที่ยวตามรอยในประเทศนั้นๆ รวมถึงอยากเรียนภาษาเกาหลีด้วย แบบนี้คือพลังของซอฟต์เพาเวอร์ที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน ซีรีส์วายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์เพาเวอร์ได้อย่างไรนั้น แน่นอนว่า 1.เริ่มต้นจากการขายซีรีส์ให้ได้ก่อน โดยทุกวันนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าฐานคนดูซีรีส์วายเพิ่มขึ้น 328% คนดูเยอะมาก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จัดงานจับคู่ทางธุรกิจ ขายของอยู่นั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม ก็บอกให้ผู้กำกับซีรีส์วายขึ้นป้ายเตือนในการฉายซีรีส์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ห้ามลอกเลียนแบบ หรือไม่แนะนำให้เด็กและเยาวชนดู แล้วถามว่า ประเทศไทยจะมีซีรีส์วายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว ส่วนหน่วยงานอื่นหรือกระทรวงอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีจริยธรรม เป็นเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศไทย

ถามว่าแล้วซีรีส์วายจะไปรอดหรือไม่ ทำให้นโยบายของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการทำตลาด จับคู่ธุรกิจขายของเท่านั้น แต่สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือ การทำให้สิ่งนี้เป็นที่ยอมรับ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ด้วย

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่ทำให้ซีรีส์วายไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นวัฒนธรรม หรือความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับจริงๆ โดยการสมรมเท่าเทียมต้องผ่านเป็นกฎหมายออกมา รวมถึงคำนำหน้านามต้องใช้ตามความสมัครใจได้หรือไม่ ต้องไม่มีใครถูกบังคับให้ใช้คำนำหน้านามแบบไร้ความสมัครใจ ความหลากหลายทางเพศต้องถูกคุ้มครองตามกฎหมาย

สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่เป็นเรื่องเบื้องต้นในการสร้างระบบนิเวศที่ไม่ใช่ทำให้ซีรีส์วายเป็นแค่สินค้า แต่คือคุณค่าและวัฒนธรรมที่สังคมไทยยอมรับ สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ ทำให้ประเทศอื่นมองว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ขายซีรีส์วายเท่านั้น แต่เป็นสวรรค์ของคนหลากหลายทางเพศ เป็นที่ที่น่าอยู่ของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เคารพในความหลากหลายทางเพศ

ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ซีรีส์วายกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศไทยได้จริงๆ ไม่ว่าชาวต่างชาติที่ดูซีรีส์วายแล้วประทับใจเข้ามาเที่ยวไทย สุดท้ายคนในประเทศยังเหยียดสาวประเภทสองอยู่แบบนี้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ ต้องทำให้ทั้งระบบนิเวศมีความสอดคล้อง และมีคุณค่าไปในทางเดียวกัน

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า 2.การส่งเสริมอุตสาหกรรมซีรีส์วายในมิติของภาครัฐที่พูดถึงการสนับสนุนดารา นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับ ผู้จัดหน้าใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงคือแรงงานในกองถ่ายทำภาพยนตร์ หรือซีรีส์เหล่านั้น เพราะภาพเบื้องหลังกองถ่ายที่สร้างซีรีส์เหล่านี้มาให้ดู ต้องยอมรับว่างานกองถ่ายถือเป็นงานที่โหดร้าย และขูดรีดที่สุดงานหนึ่ง ทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์ไทยจะเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เชิดหน้าชูตาและเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร หากยังต้องทำงานติดต่อกัน 36 ชั่วโมง ไม่ได้ค่าล่วงเวลาตอบแทน การทำสัญญาจ้างชั่วคราวหลายทอด เพราะต้องการประหยัดงบประมาณและต้นทุนมากที่สุด กดให้ต้นทุนการถ่ายทำน้อยที่สุด เพื่อแข่งขันกับอุตสาหกรรมได้ แล้วเราจะขายซีรีส์วายได้หลักหมื่นล้านบาททำไม ในเมื่อคนที่มีรายได้และรวยจะยังมีเพียงนักแสดงจำนวนหยิบมือ ผู้กำกับเพียงไม่กี่คน

ทำให้หากอยากให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายเป็นที่เชิดหน้าชูตา เป็นซอฟต์เพาเวอร์ของไทยจริงๆ จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างความงอกงามทางเศรษฐกิจ ดอกผลของความงอกงามนั้นตกถึงมือของทุกคนในวงการ ไม่ใช่เพียงดารานักแสดง หรือผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน

จึงจำเป็นต้องมีการยกระดับสวัสดิการของแรงงานกองถ่าย รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น จะต้องปรับสัญญาจ้างให้เป็นธรรม กำหนดเวลาการทำงานเป็นมาตรฐานไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเราคงไม่ต้องการให้เกิดอุตสาหกรรมที่ผูกขาด เอารัดเอาเปรียบแรงงานขึ้นอีกอุตสาหกรรมในประเทศไทยแล้ว

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า และ 3.การจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่บอกว่าประเทศไทยมีความเป็นอารยะ สามารถรับความหลากหลายทางเพศได้จริง แต่ชวนคิดว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นจริงหรือไม่ เพราะซีรีส์วายที่เป็นความรักระหว่างเพศเดียวกันแบบเป็นทั้งหญิงและหญิง หรือชายและชาย

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ซีรีส์วายที่เป็นหญิงและหญิง มีน้อยกว่าชายและชาย อยู่ประมาณ 4-5 เท่า มีการให้ข้อมูลว่าเพราะวายแบบหญิงและหญิงขายไม่ได้ คนดูน้อยกว่าแบบชายและชาย แต่ข้อเท็จจริงคือ จะสรุปได้อย่างไรว่าคู่ของหญิงและหญิงขายได้น้อยว่าชายและชาย ในเมื่อยังไม่ได้ทดลองทำซีรีส์หญิงและหญิงให้เท่ากับระดับที่ส่งออกวายแบบชายและชายเลย

สะท้อนถึงหากจะทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง และไปทันกระแสโลกจริงๆ อย่าทำให้เป็นแค่สินค้านำไปขาย แต่ทำให้เป็นคุณค่าของสังคมที่ทำให้ประเทศอื่นมองว่า ประเทศไทยดีมาก เปิดกว้าง มีความเท่าเทียม สะท้อนผ่านซีรีส์วาย ที่ตราบใดหากซีรีส์วาย หรือการให้คุณค่ากับความหลากหลายทางเพศ ยังให้คุณค่าไม่ครบทุกคน ยังเลือกมองอยู่นั้น ก็ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเราเปิดกว้างอย่างแท้จริง

“สุดท้ายการจะทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสายบันเทิงทั้งหมดให้เจริญก้าวหน้าไปกว่านี้ สิ่งแรกที่ต้องทำของรัฐบาลคือ หยุดปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน เสรีภาพในการแสดงออกของผู้คนด้านต่างๆ อาทิ รสนิยมทางศิลปะที่มีความหลากหลายจะต้องได้รับการยอมรับและส่งเสริม ไม่ใช่การถูกแบน หรือถูกปิดกั้นอย่างเดียว เพราะตราบใดที่มีวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในความคิดสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ก็ไม่มีวันที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยจะไปไกลจนสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้เหมือนประเทศอื่น อาทิ ญี่ปุ่น ที่ปล่อยให้คนทำงานแบบแทบไร้ขีดจำกัด จึงเป็นที่มาของความเจริญงอกงามในด้านวัฒนธรรมศิลปะ ที่สุดท้ายจะไม่ได้เป็นเพียงการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่จะเป็นการเติบโตของการยกระดับความมีอารยะและวัฒนธรรมไทยที่วิวัฒน์ไปพร้อมคุณค่ามาตรฐานสากลของโลก” น.ส.พรรณิการ์กล่าว

น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า คาดหวังว่าคณะกรรมการของรัฐบาลปัจจุบันที่ให้ความสำคัญของซอฟต์เพาเวอร์ ผ่านการตั้งคณะทำงาน และมีนโยบายเกี่ยวกับซอฟต์เพาเวอร์มากมาย โดยอีกไม่นานจะมีการเสนองบประมาณเข้าสภา ที่งบประมาณจากสมัยเดิมเคยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงปีละ 500 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดหวังว่าจะได้เห็นงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น เห็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น ทันโลกมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้นจากรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย รวมถึงคาดหวังว่าในอีก 4 ปีจากนี้เราจะได้เห็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เป็นพลังอ่อนของประเทศไทย เพิ่มศักยภาพการต่อรองของไทยในเวทีโลกได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image