“ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้เกมอำนาจ” คืออธิบายความเป็นไปทั้งหมดของ “พรรคก้าวไกล”
แน่นอน! ย่อมไม่ใช่คำอธิบายที่ไม่เพียงไม่เลื่อนลอย แต่มีรูปธรรมมากมายที่สะท้อนว่า “นั่นคือความจริง”
จากเริ่มต้นที่ “พรรคอนาคตใหม่” ได้รับการเลือกตั้งมาเกินคาดสำหรับพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่มีเครือข่ายสนับสนุน เหมือนกับพรรคที่เติบโตมาในสังคมการเมืองบ้านเรา
ท่ามกลางความเป็นไปที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจสำหรับคนรุ่นใหม่ และความพิศวงงงงวยของนักวิเคราะห์การเมืองรุ่นลายคราม อำนาจที่เหนือกว่า “เจตนารมณ์ของประชาชน” ลาก “อนาคตใหม่” สู่การถูกยุบพรรค
บุคคลที่เป็นความหวังความฝันทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ–ปิยบุตร แสงกนกกุล–พรรณิการ์ วานิช” พร้อมอีกหลายคนในนามกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิการเมือง ต้องเดินออกจากสภาผู้แทนราษฎร ในความรู้สึกว่าเกินไปแล้วของผู้คน
แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ กติกาต้องเคารพไม่ว่าใครจะเห็นว่าเป็นกติกาที่พิลึกพิลั่นแค่ไหนก็ตาม
เหมือนสิ้นหวัง ทว่าการไม่ยอมจำนนของนักการเมืองหนุ่มที่อวตาร “อนาคตใหม่” มาเป็น “ก้าวไกล” และช่วยกันทำงานในสภาอย่างทุ่มเท มี “นัก
การเมืองหนุ่ม” ที่เปี่ยมความสามารถในการวางตัวทางการเมือง และความรอบรู้ในพัฒนาการของโลกผสานกับความแตกฉานในการมองปัญหาของประเทศ ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ที่ถูกชูขึ้นเป็น “หัวหน้าพรรคแทน”
เมื่อเสริมด้วยการยึดครองความน่าเชื่อถือของบทบาท ส.ส.ของพรรค
ผลการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ส่ง “ก้าวไกล” เป็นพรรคที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมกับความชอบธรรมในการเป็น “พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”
แต่แค่เริ่มต้นก็รับรู้กันว่า “ก้าวไกลไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาดูแลอำนาจรัฐ”
เริ่มต้นปฏิบัติการสกัด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่ให้ไปถึงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ก่อนที่จะเขี่ย “ก้าวไกล” พ้นพรรคร่วมรัฐบาล
ถึงวันนี้ “ก้าวไกล” จำนนในฐานะ “ฝ่ายค้าน” ยังถูกรุกไล่ต่อเนื่อง ไม่ได้แม้โควต้า “ประธานกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในชุดที่มีบทบาทในอำนาจตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ไม่เพียงเท่านั้น ชะตากรรมของพรรคก้าวไกลและผู้นำพรรคยังอยู่ในบ่วงที่รู้กันอยู่ว่าเป็นไปได้ที่จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด ด้วยคดีที่อยู่ในมือขององค์กรแห่งอำนาจ
ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ “ช่อ พรรณิการ์” ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างอาการหายใจไม่ทั่วท้องให้เกิดขึ้นกับ “คนก้าวไกล” แม้จะยืนหยัดว่า “ต้องก้าวต่อไป” แต่ต่างคนต่างรู้ว่าเป็น “ก้าวที่จะต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็น” ด้วยทิศทางการควบคุมอำนาจที่เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่า “ไม่เหลือโอกาสให้คนที่มีความคิดแบบพรรคก้าวไกล” นั้น มีอยู่และมีปฏิบัติการให้เกิดขึ้นจริง
ดังนั้น หากความเชื่อที่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า “ก้าวไกล” จะเติบใหญ่กว่านี้ เพราะจะเป็นความหวังหนึ่งเดียวของ “การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้เจตนารมณ์ประชาชน”
ความเชื่อมั่นนั้นคงจะต้องพิสูจน์ว่า นับจากนี้ “ก้าวไกล” จะฝ่าด่าน “อำนาจสถาปนา” ไปถึงวันที่ “ประชาชนจะแสดงอำนาจ” ได้หรือไม่
และนั่นหมายถึงบางที “การให้กำลังใจกันและกันภายในก้าวไกล” อาจจะรักษา “พลังของก้าวต่อไป” ได้ดีกว่า “การตำหนิ” เรียกร้อง กดดันกันและกัน เหมือนที่เป็นอยู่ภายในพรรคขณะนี้
การ์ตอง

