หมายเหตุ – ความเห็นภาคเอกชนต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พบปะผู้นำโลกและหารือผู้นำเอกชนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เพื่อชักชวนมาลงทุนในประเทศไทย

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ภ ารกิจของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ผลที่ได้รับทันทีคือภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่นายเศรษฐาไปพบปะกับผู้นำนานาชาติ เพื่อแสดงว่าประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่แล้ว พร้อมทำงานกันอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน
การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่ออกไปพบปะสมาชิกในต่างประเทศทั่วโลก แต่ไปเจรจาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าที่รัฐบาลใหม่มีหมุดหมายในเรื่องของทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายประเทศ ทั้งที่ไทยร่วมทำสัญญากันบ้างแล้ว และอาจจะเพิ่มการทำสัญญาใหม่ในอีกเส้นทางอื่นๆ หรือในเขตเมืองใหม่ๆ ในประเทศนั้นเพิ่มเติม ที่สำคัญเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้เจรจาการค้าเพิ่มเติมกับประเทศที่ยังไม่เคยทำสัญญาตลาดการค้าเพื่อการส่งออกสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฝีมือคนไทย เป็นประเด็นที่เอกชนคาดหวังมาโดยตลอด เพราะการค้าในยุคปัจจุบันถ้าไม่มีการสานสัมพันธ์วิธีการใหม่ๆ กับนานาประเทศด้วยวิธีการทำสัญญาเขตการค้าเสรี การค้าขายจะยากขึ้น เพราะไทยยังเข้าไม่ถึงตลาดการค้าใหม่ๆ
นอกจากนี้ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้นำในต่างประเทศมีโอกาสพบกัน เจรจากันมาก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มความไว้วางใจต่อกันมากขึ้น ผ่านการทำนโยบายร่วมกันเป็นองค์กร มีการทำความร่วมมือที่เกิดขึ้นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ร่วมกัน
เมื่อกฎเกณฑ์ หรือกติกาโลกเปลี่ยนไป หรือสถานการณ์ของโลกเกิดวิกฤตที่มาจากทั้งภัยพิบัติธรรมชาติ หรือโรคร้าย จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีกระลอก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันสามารถปรึกษาหาทางออกร่วมกันได้ง่ายขึ้น แม้นานาประเทศจะรับรู้ว่าใครคือผู้นำในประเทศต่างๆ แต่ก็พูดคุยกันผ่านออนไลน์ช่วงเกิดวิกฤตโควิด เมื่อมาเจรจากันแบบออนไซต์ก็กระชับความสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ผลจากการเข้าเจรจากับผู้นำเป็นการบรรลุผลในระดับประเทศ ครั้งนี้ยังได้พบกับผู้นำทางด้านธุรกิจด้วย อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูดคุยกับอีลอน มัสก์ และผู้บริหารของเทสลา (Tesla) สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และสตาร์ลิงก์ (Starlink) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก เป็นการเจรจาที่น่าสนใจในแง่มุมการเชิญนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนในไทย ที่พร้อมรับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อผลักดันการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะในอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกจากการผลิตนวัตกรรม เพื่อตอบสนองการมีอยู่ของเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ ดังนั้น เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและการทำงาน ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ปัญหาระดับประเทศต้องคำนึงถึงคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบมากขึ้น เป็นกฎเกณฑ์ใหม่ที่หลายประเทศนำมาปรับใช้ในด้านเศรษฐกิจ และเป็นเกณฑ์ต่อการทำธุรกิจมากขึ้น หลังนานาชาติที่เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) มีเป้าหมายว่าจะบรรลุเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (เน็ตซีโร่) ภายในปี 2050 (ปี 2593) เพื่อจัดการกับภาวะโลกร้อน จึงต้องมีเงื่อนไขต่อการทำธุรกิจด้านการส่งออกสินค้า ตั้งเงื่อนไขตั้งแต่การผลิตสินค้า มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเท่าไหร่ต่อการผลิต หากผิดเงื่อนไขและมีผลให้เกิดโลกร้อนขึ้น การส่งออกสินค้านั้นจะระงับไว้ หรืออาจกระทบถึงการตัดขาดการค้าสินค้าดังกล่าวออกไป
การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นที่พอใจและประสบความสำเร็จในภาพใหญ่ หากดูในแง่การค้าต่างประเทศที่ตัวนายกรัฐมนตรี อดีตเคยเป็นนักธุรกิจ มุ่งเน้นเรื่องการทำเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เมื่อเดินทางไปต่างประเทศและจงใจจะนำสินค้าไปขายในอนาคต จึงต้องมีโรดโชว์ก่อน ด้วยการทำการตลาดกับคู่ค้าในนานาประเทศให้เกิดภาพใหม่ๆ เพื่อเสนอถึงคุณสมบัติของสินค้า เรื่องนี้นายกฯก็ทำได้ดี อีกทั้งบทบาทของประเทศไทยห่างหายกับเวทีระดับโลกไปนาน การกลับมาด้วยทรัพยากรในมือที่มีความพร้อม และพัฒนาคุณภาพอย่างดีก็เป็นเรื่องที่ไทยสามารถสานต่อเรื่องตลาดการค้าและการขายได้อีกมาก
ทั้งในแง่การส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพฝีมือคนไทย และการดึงดูดนักลงทุนเข้าในประเทศด้วยทรัพยากรที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะเสน่ห์ของประเทศไทยยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุน

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ
หนึ่งในกลจักรของเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) หรือความพยายามที่ภาครัฐจะต้องดึงให้บริษัทต่างชาติที่มีเทคโนโลยี มีความรู้ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ถือเป็นกลจักรมานานแสนนานแล้ว ในอดีตจะเน้นเป็นการดึงเงินทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าจีน รวมถึงประเทศชั้นนำมีการแย่งการลงทุนเข้ามาไปในประเทศนั้นๆ มากขึ้น อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ดึงดูดบริษัทชั้นนำ จึงเป็นการแข่งขันกันระหว่างประเทศ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ช่วงระยะหลัง หรือยุคใหม่ตอนนี้ การลงทุนในบริษัทต่างชาติจะเริ่มใช้ทรัพยากรของประเทศปลายทางที่เข้ามาลงทุนน้อยลง เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บทบาทการใช้เครื่องมือเสนอ หรือดึงดูดความน่าสนใจให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเริ่มเกี่ยวข้องกับคนไทยน้อยลง อาทิ ในอดีตการเข้ามาตั้งโรงงานทำรองเท้าจะใช้ศักยภาพของแรงงานในประเทศจำนวนมหาศาล ก็จะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น เป็นส่วนแบ่งของธุรกิจที่ได้เพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากเทคโนโลยีใหม่ของบริษัทเหล่านั้นที่นำเข้ามาในประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ธุรกิจใหม่ไม่เหมือนเดิม อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนประกอบมีจำนวนน้อยกว่าเดิม แรงงานก็เหลือไม่มากนัก ทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยจึงลดน้อยลงทุกที ถือเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศไทย เดิมสามารถเน้นเชิงปริมาณได้ว่ามีกี่โครงการ มีมูลค่ามากน้อยเท่าใด ใช้เป็นตัวชี้วัดเครื่องจักรตัวนี้ได้
แต่ปัจจุบันจะต้องไปไกลมากกว่านั้น พูดง่ายๆ คือ จำนวนเงินอาจไม่ได้สำคัญมากเท่ากับว่าคนไทยจะได้รับอะไรจากการเข้ามาลงทุนของต่างชาติบ้าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการจ้างงานมากเท่าใด อัตราค่าจ้างสูงเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ส่วนตัวไม่ได้อยากเห็นภาพการใช้เกณฑ์วัดจำพวกปริมาณในการประเมินผลความสำเร็จในการเข้ามาลงทุนของต่างชาติแบบเดิมๆ อาทิ ต่างชาติบอกจะเข้ามาลงทุนก็ดีใจ ถือว่าสำเร็จแล้ว เพราะบริษัทและอุตสาหกรรมมีหลายรูปแบบ
สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือ นักลงทุนที่เข้ามาปรากฏว่าตั้งเป็นโรงงานผลิตที่ใช้หุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตเกือบทั้งหมด ใช้วิศวกรเพียงไม่กี่คนในการคุมระบบ คำถามคือ เมื่อมีการเข้ามาลงทุนแบบนี้แล้วประเทศไทยได้อะไร เราจะได้แค่ค่าไฟฟ้าบวกกับค่าเช่าที่เท่านั้นหรือไม่ แต่ไม่มีการใช้ทรัพยากรในประเทศ รวมถึงสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การเข้ามาทำธุรกิจของทุนต่างชาติ เป็นการเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจในประเทศไทยเองด้วย เพราะมีต้นทุนที่น้อยกว่าจากการได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในการเข้ามา
ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่เฟสใหม่ในการดึงเอฟดีไอเข้ามา ไม่ได้เป็นเพียงการเน้นปริมาณ หรือบริษัทใหญ่ๆ เข้ามาแล้ว แต่ต้องเน้นเงื่อนไขที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยได้รับประโยชน์มากกว่าค่าเช่าที่ดินและค่าไฟด้วย ต้องยอมรับว่าเป็นการดึงกันอยู่เมื่อใดก็ตามหากเราพยายามตั้งเงื่อนไขต่างๆ ในการเข้ามาของเอฟดีไอ นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อยากเข้ามาลงทุน เพราะมีทางเลือกที่จะไปอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แต่หากไม่ทำเงื่อนไขดีๆ ประเทศไทยก็จะไม่ได้รับประโยชน์ เรื่องนี้จะต้องบาลานซ์ให้ดี โดยประโยชน์ที่อย่างน้อยประเทศไทยควรต้องได้จากการดึงเอฟดีไอเข้ามาคือ 1.ต้องมีแรงงานไทยให้มากที่สุด 2.ใช้ชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบที่เป็นของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในแวลู่เชนให้ได้มากที่สุด และ 3.มีแผนในการเรียนรู้เทคโนโลยีบ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงการทำแบบเดิมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่สามารถขยับขยายต่อยอดเพิ่มเติมในอนาคตได้
ประเมินภาพการดึงเอฟดีไอภายใต้การนำของนายเศรษฐามองว่านายกฯคนนี้เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ทำให้การคุยกับนักธุรกิจด้วยกันน่าจะไปกันได้ ดึงการลงทุนเข้ามาได้ ในแง่การดึงเม็ดเงินเอฟดีไอเข้ามาก็น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย แต่อย่างที่บอกว่าโจทย์ความท้าทายของประเทศไทยไปไกลกว่าจำนวนเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว ต้องรอประเมินภาพในระยะถัดไปว่า สิ่งที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้น คนไทยได้ประโยชน์จริงๆ อย่างไรบ้าง และมีความยั่งยืนมากน้อยเท่าใดด้วย

พัลลภ แซ่จิว
รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่
น ายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไปประชุมที่องค์การสหประชาชาติ พร้อมพบปะนักลงทุนรายใหญ่เพื่อชักชวนมาลงทุนในประเทศเป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้และไม่พร้อมลงทุนด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี อาทิ อุตสาหกรรมอวกาศ ซอฟต์แวร์พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานทดแทน ยานยนต์และชิ้นส่วน ระบบสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อสร้างการจ้างงาน เพิ่มมูลค่าผลผลิต และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ให้สูงขึ้น ถ้าไม่ให้ต่างชาติลงทุนถือเป็นการปิดกั้นโอกาส เพื่อพัฒนาต่อยอดและขยายผลอุตสาหกรรมในประเทศในอนาคตได้
การลงทุนของต่างชาติไม่กระทบ หรือเป็นอุปสรรคการลงทุนในประเทศ แต่เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี หรือรายย่อยในประเทศให้มีศักยภาพและเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อเป็นฐานผลิตอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่สากลและพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ พบว่าส่วนใหญ่เริ่มต้นจากนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนการขุดเจาะน้ำมันและพลังงานปิโตรเลียม ในยุคนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มโชติช่วงชัชวาล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นตามลำดับ
ถ้าดึงต่างชาติมาลงทุนต้องให้สิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน อำนวยความสะดวก และบริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือวันสต๊อปเซอร์วิส เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคลงทุนดังกล่าว ภายใต้การค้าลงทุนที่เป็นธรรม หรือกำหนดสัดส่วนการลงทุนเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง และปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศไม่ให้ถูกครอบงำ หรือเทกโอเวอร์จากนักลงทุนต่างชาติได้ง่าย
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่มีการลงทุนไม่กิน 100-200 ล้านบาท และส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 ภูมิภาค โดยมีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี รวมทั้งส่งเสริมการค้า ลงทุนชายแดนกับเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับการผลิต และขยายการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและจีน โดยเฉพาะเส้นทางไปประเทศลาวและจีนที่เป็นจุดหมายปลายทาง ที่สำคัญต้องร่วมมือกับเพื่อนบ้านพัฒนาระบบคมนาคม หรือโลจิสติกส์ เชื่อมเส้นทางการค้า ลงทุน ท่องเที่ยวด้วย
สรุปภาพรวม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญลงทุน ของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติเพื่อสร้างความสมดุลในระบบเศรษฐกิจไม่เกิดความเหลื่อมล้ำลงทุนดังกล่าว โดยประเทศมีความมั่นคงและเติบโตแบบยั่งยืน ที่สำคัญต้องยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีกว่าเดิม โดยไม่สร้างหนี้ผูกพัน หรือกู้เงินลงทุนเพิ่ม ที่เป็นภาระประชาชน หรือลูกหลานในอนาคตอีก

