09.00 INDEX ภาพแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากยุค ‘สฤษดิ์’ สู่ยุค ‘บรรหาร’

24.09.23 | 08:26 น.

09.00 INDEX ภาพแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากยุค ‘สฤษดิ์’ สู่ยุค ‘บรรหาร’

หลังจากมี “ข้อสั่งการ “จากนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน มอบหมายให้งานจัดทำรัฐธรรมนูญ”ใหม่ “เป็นความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย

ความชัดเจนของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ก็เริ่มปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งพร้อมที่จะเสนอต่อ “คณะรัฐมนตรี”

คำถามที่เสนอขึ้นมาอย่างฉับพลันทันใดก็คือ จะเป็น “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ในรูปแบบใด แบบของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือว่าแบบของ นายบรรหาร ศิลปอาชา

พลันที่มีชื่อ 2 อดีตนายกรัฐมนตรีนี้ปรากฏขึ้นในเชิงเปรียบเทียบภาพและความเป็นจริงโดยพื้นฐานของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ก็ถูกวางเรียงอยู่เคียงข้างกัน

Advertisement

นั่นก็คือ สภาร่างรัฐธรรมนูญในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีพื้นฐานมาจากขบวนการ “รัฐประหาร” และการแต่งตั้งโดยอำนาจของ “คณะปฏิวัติ”

นั่นก็คือ สภาร่างรัฐธรรมนูญในยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา

มีพื้นฐานมาจาก “การเลือกตั้ง” ไม่ว่าตัวของ นายบรรหาร ศิลปอาชา เอง ไม่ว่าตัวของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

เมื่อ “รากฐาน” แตกต่างกัน “ผล” และความต่อเนื่องก็แตกต่าง

จากเดือนกุมภาพันธ์ 2502 ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ กว่าจะสามารถ “ยกร่าง” จนสามารถประกาศและบังคับได้ก็ในเดือนกุมภาพันธ์ 2511

เด่นชัดอย่างยิ่งว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จัดตั้ง “สภาร่างรัฐ ธรรมนูญ” บนพื้นฐานแห่งความ “ไม่ต้องการ” รัฐธรรมนูญ

ตรงกันข้าม สภาร่างรัฐธรรมนูญยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา จัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2539 และสามารถประกาศบังคับใช้ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540

ไม่เพียงแต่มี นายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่ยังมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

บทเรียนในเชิงเปรียบเทียบระหว่างสภาร่างรัฐธรรมนูญยุค

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา สำคัญ

ต้องยอมรับว่าจากยุครัฐประหารของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาสู่ยุครัฐประหารของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สังคมไทยได้ “บทเรียน” อย่างอุดมสมบูรณ์

เป็นความอุดมสมบูรณ์จาก “รัฐประหาร” สู่ “การเลือกตั้ง”

แม้วัฏจักรนี้จะเรียกขานอย่างเป็นเอกภาพว่าเป็น “วงจรอุบาทว์” แต่ก็เป็นความรู้สึก “ร่วม” บนฐานแห่งความเจ็บปวดต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่าในทางการเมือง

จนความเจ็บปวดนี้มาถึงยุคพรรคเพื่อไทยและตกอยู่ในความรับผิดชอบของ นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้มากด้วยความจัดเจน

คำถามอยู่ที่ “ความเป็นจริง” จะปรับสู่ “การปฏิบัติ” อย่างไร