สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมค่อนข้างห่างจากการติดตามข่าวมากกว่าปกติ เพราะข่าวที่ท่วมทะลักเข้ามา คือ ข่าวเรื่องที่พ่อและแม่ฆ่าลูกห้าคน
ขณะที่ข่าวการเมือง และข่าวเรื่องของกำนันนกกับความอัปยศของวงการสีกากีอาจจะแผ่วลง เรียกว่า ชั่วข้ามคืน
ทำให้ผมและผู้รับข่าวหลายคนอาจจะปรับตัวไม่ทัน และพูดตรงๆ ว่าไม่อยากจะรับรู้เรื่องเหล่านี้เลย
แต่ขนาดไม่อยากรับรู้ เรื่องราวเหล่านี้ก็แทรกเข้ามาจากทุกๆ ข่าว
ไหนๆ ก็หลีกเลี่ยงข่าวแนวนี้ไม่ได้แล้ว ก็เลยพยายามทำความเข้าใจกับข่าวแนวนี้หน่อย เพราะผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเรียกข่าวพ่อแม่ฆ่าลูกแบบนี้ว่า ข่าวอาชญากรรมได้ไหม
หรือในบริบทสังคมไทยนั้น มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น มีความหลากหลายของข่าวอาชญากรรมที่เราเองอาจต้องอาศัยบริบทของสังคมไทยในการทำความเข้าใจอยู่มากสักหน่อย
ในความเข้าใจของผม ข่าวอาชญากรรมโดยทั่วไปนั้น เป็นข่าวที่มักเกิดขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้คาดฝัน เกี่ยวพันกับเรื่องของความรุนแรง ความสูญเสีย และยิ่งถ้ามีการตาย และตายมากกว่าหนึ่งรายก็จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
ที่สำคัญผู้ที่กระทำการ หรืออาชญากรนั้นมักจะเป็นผู้ร้าย หรือเป็นคนนอก
มากกว่าคนใกล้ตัว
พอในสังคมนี้ มันมีเรื่องข่าวอาชญากรรมจากคนใกล้ตัว มันก็ยิ่งดังเข้าไปอีก
ตั้งแต่เพื่อนที่รู้จักกันเอายาพิษให้กิน หรือเพื่อนร่วมอาชีพตำรวจที่ไม่ช่วยกัน มาจนถึงเรื่องของพ่อแม่ที่ฆ่าลูก ความน่าสนใจในเรื่องข่าวอาชญากรรมเหล่านี้ก็ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่
โดยภาพรวมในโลกนี้ ข่าวอาชญากรรมมักเป็นข่าวหลักในหน้าข่าว และมีปริมาณมากกว่าข่าวอื่น และที่ผ่านมานั้นข่าวอาชญากรรมจะนำเสนอภาพลบของสังคม และภาพลบเหล่านั้นมีผลต่อการจดจำของผู้คนได้มากกว่าภาพบวก
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพลบที่ทำให้ติดตาและส่งผลต่ออารมณ์ของผู้เสพข่าวมากที่สุด ก็คือภาพที่ปลุกเร้าความโกรธ รองลงมาคือความกลัว และสุดท้ายคือความขยะแขยง
คงไม่น่าแปลกใจที่ข่าวอาชญากรรมนั้น เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างดี และถ้ากล่าวรวมไปถึงการที่มีการแข่งขันกันในการนำเสนอข่าวของแต่ละช่องทางก็ยิ่งทำให้ข่าวที่ตอบสนองอารมณ์ และเป็นที่จดจำได้ง่ายอย่างข่าวอาชญากรรมนี้เป็นข่าวที่ถูกนำเสนอมากที่สุด (H.Ze. 2015. Effects of Crime News on Emotional Response of Audience. Journal of Mass Communication and Journalism. 5:5)
ในแง่ของการทำความเข้าใจข่าวอาชญากรรมในต่างประเทศ มีการชี้ประเด็นว่าหนึ่งในผลที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ถูกตั้งคำถามก็คือ การนำเสนอข่าวอาชญากรรมนั้น มีส่วนหนึ่งที่สืบสานอคติในสังคมอยู่มาก อาทิ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงและอาชญากรรมที่มักจะเกี่ยวเนื่องกับการที่คนผิวสี โดยเฉพาะคนผิวดำกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์เป็นอาชญากรรมมากกว่าคนผิวขาว
เรื่องนี้อาจจะใช่เรื่องจริงหรือไม่ก็ตอบได้ไม่หมด เพราะอาจมีอาชญากรรมที่ไม่ถูกนำมารายงาน หรือไม่ถูกจับ หรือไม่ถูกสนใจ แต่สิ่งสำคัญมันทำให้เกิดอคติกับคนผิวดำที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และก็มีผลที่ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าคนผิวดำน่ากลัว และอาจทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงกับคนผิวดำ หรือจับคนผิวดำในฐานะผู้ต้องสงสัยได้ง่ายกว่าคนผิวขาว (เพิ่งอ้าง)
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่ทำให้ต้องมาคิดว่า การนำเสนอข่าวอาชญากรรมจะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ผลการศึกษาในบางสังคม เปิดให้เห็นความซับซ้อนมากกว่านั้น อาทิ ในปากีสถาน ผลจากการนำเสนอข่าวอาชญากรรมที่ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้คนรู้สึกไม่มั่นคง หวาดกลัว และหลีกเลี่ยงที่จะพูดจากับคนแปลกหน้า รวมทั้งระมัดระวังในการเดินทาง รวมทั้งห่วงความปลอดภัยของครอบครัว และ
ผู้หญิงจะได้รับความกังวลในเรื่องของอาชญากรรมจากข่าวมากกว่าผู้ชาย (เพิ่งอ้าง)
นอกจากนี้ มีตัวอย่างในเรื่องของการนำเสนอข่าวอาชญากรรมในแอฟริกาใต้ และพบว่าข่าวอาชญากรรมที่มีต่อเยาวชน ข่าวที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่มีต่อผู้หญิงและเด็กจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ แต่มิติที่ข่าวถูกนำเสนอนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าเรื่องของข้อเท็จจริงทางคดี (Media reports on crimes against children focus on emotion rather than fact. News.uct.ac.za. (1/8/22))
ในรายละเอียดงานวิจัยพบว่า การรายงานข่าวเรื่องของข่าวอาชญากรรมที่มีกับเด็กนั้น เน้นไปที่การใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยถ้อยคำในเชิงประเมินค่า มากกว่าการที่ข่าวจะใช้ทำความเข้าใจกับระบบยุติธรรมโดยรวม หรือแม้กระทั่งในมิติของเรื่องการให้คำอธิบายจากระบบศาลยุติธรรมว่า ทำไมถึงจะต้องถูกดำเนินคดีเช่นนี้ และการตัดสินคดีต่างๆ นั้น อะไรคือเหตุผลที่จะต้องลงโทษในลักษณะเช่นนั้น (เพิ่งอ้าง)
ผมอ่านเรื่องนี้แล้ว ผมก็เข้าใจมากขึ้นเลยว่า ในสังคมไทยนั้นเรื่องราวหลายเรื่องก็ต้องการคำอธิบายและเข้าใจในเรื่องแบบเดียวกับที่ต่างประเทศเขาตั้งข้อสงสัยนั่นแหละครับ
อย่างกรณีข่าวกำนันนกและความอัปยศของวงการสีกากีนั้น เอาเข้าจริงประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นในข่าวช่วงหลัง ที่ไม่ได้เน้นแต่จำลองเหตุการณ์ก็คือ การที่่ข่าวพยายามนำเสนอความเข้าใจให้กับผู้รับข่าวว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น มันหมายความว่าอย่างไร และใครควรจะโดนในเรื่องนี้บ้าง นอกเหนือจากข้อหาอื่นๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็พบว่าการนำเสนอข่าวของสื่อไทย โดยเฉพาะในเรื่องอาชญากรรมนั้น ความเข้มข้นของเรื่องคือ ความกล้าหาญของสื่อไทยที่จะเอาไมค์ไล่ทิ่มผู้ต้องหาว่ารู้สึกผิดไหมกับสิ่งที่ได้ทำไป และจะขอโทษเหยื่อและครอบครัวของเหยื่ออย่างไร
พูดง่ายๆ โลกของการนำเสนอข่าวอาชญากรรม อย่างน้อยในบ้านเรา เอาเข้าจริงแทบจะกลายเป็นเรื่องของการนำเสนอทั้งข่าวอาชญากรรม และระบบความยุติธรรมโดยตัวเอง ทั้งภาษาที่ใช้ ทั้งการเปิดประเด็นพูดคุยในนามของการเอาคนหลายฝ่ายมาพูดคุยกัน แถมบางครั้งยังทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน และตัดสินคดีเอง (อย่าลืมว่าศาลนั้นหาหลักฐานเองไม่ได้)
ในแง่นี้ข่าวอาชญากรรมในไทย จึงสะท้อนโลกของความคาดหวังในสังคมที่จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะเป็น และบางครั้งดูจะเป็นที่พึ่งมากกว่าระบบงานยุติธรรมที่ตำรวจ ทนาย และศาลกระทำอยู่ บางครั้งอาจจะล่าช้า เต็มไปด้วยข้อสงสัย
และที่สำคัญก็คือ “โต้เถียงวิจารณ์ไม่ได้เสียด้วย”
มันก็เหมือนกับหลายคดีที่เราก็น้ำท่วมปากกันอยู่นั่นแหละครับ โดยเฉพาะคดีที่ถูกตีตราว่าเป็นคดีทางการเมือง
บางครั้งไม่รู้ว่าใคร คือ อาชญากร หรืออาชญากรรมคืออะไร
และสื่อก็ไม่ได้กล้าเล่นเหมือนคดีอาชญากรรมทั่วๆ ไป

