“ภาคอุตสาหกรรม เช่น เทสลา ไมโครซอฟท์ กูเกิล
การลงทุนขั้นต้นประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
อาจจะทำให้เกิดการลงทุนที่สูงมากหากมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย…”
หมายเหตุ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการเดินทางร่วมเวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 78 (UNGA 78) ที่ประเทศสหรัฐ พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังเดินทางถึงประเทศไทย ที่ห้องรับรองพิเศษ VIP ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
การเดินทางครั้งนี้มีภารกิจเยอะ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยทำให้ภารกิจ 4 วัน ผ่านไปได้ โดยมีการพบปะผู้นำหลายประเทศ ได้กล่าวสุนทรพจน์ 5 ครั้ง พบกับองค์กรต่างๆ 2 องค์กร และยังได้พบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งเทสลา ไมโครซอฟท์ กูเกิลซิตี้แบงก์ เจ.พี.มอร์แกน โกลด์แมน แซคส์ เอสเต้ ลอเดอร์ ซึ่งบริษัทเหล่านี้สนใจมาลงทุน และบางแห่งมาลงทุนแล้วในรูปแบบต่างๆ ที่ประเทศไทย
ภารกิจหน้าที่ของผมคือ ไปประกาศให้คนรู้ว่าประเทศไทยเปิดแล้ว พร้อมและยินดีที่จะให้บริษัทเหล่านี้มาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนั้น ได้พบกับตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์กที่มองเห็นลู่ทางจะให้บริษัทของไทยไปจดทะเบียนที่ตลาดนิวยอร์ก เพราะไม่เคยมีบริษัทใดของไทยไปจดทะเบียนเลย หวังว่าในปีนี้จะได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์กสัก 1 บริษัท
จะเห็นได้ว่าไปพบกับบริษัทใหญ่ๆ 2 ภาคส่วนคือภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเงิน ซึ่งถือเป็นภาคสำคัญหากบริษัทต่างประเทศจะเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย เขาก็ต้องการการสนับสนุนด้านการเงินเช่นกัน อย่างไรก็ตามเรื่องการลงทุนข้ามชาติ เช่น ไทยไปสหรัฐ หรือสหรัฐมาไทย ก็ต้องการตัวกลางที่มีความเข้มแข็ง มีความรอบรู้ทุกๆ เรื่องในแง่ของการเงิน ฉะนั้น สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นซิตี้แบงก์ และ เจ.พี.มอร์แกน มีใบอนุญาตครบ
จากการได้ไปพบปะกับผู้ที่เป็นเบอร์หนึ่งเรื่องธุรกรรมการเงินของโลก ก็ยืนยันว่า เจ.พี.มอร์แกน มีไลเซนส์ครบ แต่การทำงานยังไม่ขยายใหญ่ที่สุดเท่าไร ซึ่ง เจ.พี.มอร์แกน บอกว่าจะไปดูให้ว่าสามารถทำอะไรได้ต่อ ส่วนซิตี้แบงก์ที่มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนานก็จะกลับไปดูด้วยว่า จะสนับสนุนตรงไหนได้บ้าง

ส่วนโกลด์แมน แซคส์ เองก็ไม่เคยตั้งบริษัทในไทยเลย เป็นแค่บริษัทเล็กๆ แต่ส่วนมากโอเปอร์เรตจากสิงคโปร์เป็นหลัก ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกัน ทางผู้บริหารก็ยืนยันว่าหากมีการลงทุนข้ามชาติเกิดขึ้นมากก็มีความคุ้มค่าที่ในอนาคตจะมีการมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังได้พบปะกับประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกควบคุมกีฬาฟุตบอลทั้งหมด ได้พูดคุยกันถึงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่อาเซียนจะเป็นเจ้าภาพร่วมกันในปี 2032 หรืออีก 9 ปี เป็นแผนที่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก้าวแรกคืออยากได้รับการสนับสนุนจากฟีฟ่าให้ช่วยดูฟุตบอลในระดับรากหญ้า จากเดิมที่เคยให้การสนับสนุนปีละ 2.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี ตอนนี้เป็นปีละประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นจำนวนมากพอสมควร ทำให้คาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้ไปถึงจุดที่ควรจะเป็น
ขณะที่เรื่องของยูเอ็นในภาวะที่มีการแข่งขันและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความแตกแยกค่อนข้างมาก เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณา หัวข้อหลักของยูเอ็นในปีนี้คือ ให้มาดูเรื่องการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ข้อ โดยกว่า 190 ประเทศ ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เห็นว่าควรมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งได้ประกาศไปว่าไม่ใช่โลกร้อน แต่เป็นโลกเดือดที่ต้องให้ความสำคัญ ตลอดจนเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากหากมีสงครามระหว่างประเทศค่อนข้างมาก จะทำให้มีผู้เดือดร้อน มีผู้อพยพลี้ภัย ต้องดูแลให้ความเป็นธรรม
ที่สำคัญจุดยืนที่ไปประกาศในเวทีนี้คือ ไปประกาศจุดยืนว่าไทยเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะยึดมั่นช่วยผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และการดำเนินการเศรษฐกิจพอเพียง
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคอัพเกรด ทำให้ประชาชนมีสิทธิเลือกใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้อย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องดูแลและป้องกันในอนาคต
สำหรับการเดินทางไปประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีการนัดหมายกับบริษัทอีกหลายบริษัท และจะมีการเปิดให้บริษัทของนักธุรกิจไทยที่มีความประสงค์ที่จะไปเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศไปพบปะกับบริษัทใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกา
⦁ต่างประเทศที่จะมาลงทุนยังมีความกังวลกับสถานการณ์ในประเทศ หรืออุปสรรคใดหรือไม่
ความกังวลเรื่องนี้ลดหายไปเยอะ และคิดว่าคงไม่มีเรื่องนี้แล้ว แต่จะมีเรื่องกฎหมายบางข้อ และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมทั้งบีโอไอและกระทรวงการต่างประเทศต่างไปช่วยกันขยายความว่าเราพร้อมสำหรับการลงทุน พร้อมที่จะรับฟังความเห็น อะไรทำได้จะทำก่อน อะไรที่ต้องแก้ไขกฎกติกา จะมาดูความเหมาะสมอีกครั้ง
⦁ธุรกิจอะไรที่ต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนมากที่สุด
ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท เช่น เทสลา ที่จะมาดูเรื่องของการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์อีวีขณะที่ไมโครซอฟท์ กูเกิล มาดูเรื่องการทำดาต้า เซ็นเตอร์ ที่จะมีการลงทุนสูงมาก ประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อราย สำหรับการลงทุนขั้นต้น
⦁อุปสรรคด้านกฎหมายต่อการลงทุน เรื่องใดสำคัญที่สุด
ไม่มีเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่เราไม่ได้ไปค้าขายระหว่างประเทศมานาน ทำให้บางบริษัทมีความกังวลเวลาที่มาลงทุน จะมีกฎที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ของเราอาจยังไม่มีการดูแลตรงนี้ ซึ่งต้องนำไปพิจารณาดูแลรายละเอียดให้เกิดความเหมาะสม
⦁จากการไปพูดคุยกับบริษัทรายใหญ่ได้ประเมินมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยประมาณเท่าไหร่
ประเมินได้ลำบาก เพราะภาคอุตสาหกรรม เช่น เทสลา ไมโครซอฟท์ กูเกิล การลงทุนขั้นต้นประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อาจจะทำให้เกิดการลงทุนที่สูงมากหากมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย มีโอกาสที่บริษัทเหล่านั้นอาจเผยแพร่ความเป็นประเทศน่าอยู่ของไทยและตัวเลขเศรษฐกิจ ความเจริญของประเทศไทย และนำบริษัทอื่นมาลงทุนในไทย และในการประชุมเอเปคที่จะเกิดขึ้น อาจจะเชิญบริษัทขนาดกลางเพื่อเปิดโอกาสได้ไปเสนอตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนข้ามชาติที่เราไปลงทุนในประเทศเขา หรือเขามาลงทุนในประเทศเรา เป็นการเปิดช่องทาง สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชน

