เตือน นักการเมือง-นักเคลื่อนไหว เรียกร้องเปิดอาการป่วยทักษิณ ระวังผิดกฎหมาย 

24.09.23 | 22:03 น.

เตือน นักการเมือง-นักเคลื่อนไหว เรียกร้องเปิดอาการป่วยทักษิณ ระวังผิดกฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีที่มีนักการเมือง และหลายภาคส่วน ออกมาเรียกร้องให้มีการเปิดอาการเจ็บป่วย ของนายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขัง ซึ่งขณะนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เป็นเวลากว่า 1 เดือน คือนับจากวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนั้น พฤติกรรมการเรียกร้องดังกล่าว ส่อเป็นการกระทำผิดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550  ม. 7 และ ป.อาญา ม.323 บัญญัติห้ามเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยหรือนำข้อมูลของผู้ป่วยมาเปิดเผย  อีกทั้ง ในส่วนของแพทย์ที่ทำการรักษาอาการผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องขัง หากมีการนำข้อมูลมาเปิดเผย ก็จะมีความผิดด้วย เนื่องจากแพทย์เองก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ข้อ 27 อย่างเคร่งครัด


อย่างไรก็ตาม นอกจากพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 แล้ว ในส่วนของสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังที่ผู้ต้องขังพึงได้รับ นั้นสำหรับประเทศไทยมีการวางมาตรฐาน ข้อกำหนดแมนเดลา ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังในฐานะผู้ป่วย ตามข้อกำหนดที่ 26 และ 32  ผู้ต้องขังมีสถานะเป็นผู้ป่วยตามปกติ เมื่อเข้าพบแพทย์ ผู้ป่วยต้องให้ ความยินยอมบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง (Informed consent) สำหรับการตรวจหรือรักษาทางการแพทย์ ประวัติการรักษาของผู้ต้องขังต้องถูกเก็บเป็นความลับ ซึ่งเรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลเรื่องสุขภาพของผู้ต้องขังนั้น ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้สำหรับข้อกำหนดที่ 26 ตามสิทธิของผู้ต้องขังนั้นมีการกำหนดไว้ว่า 1.หน่วยบริการรักษาพยาบาลควรจัดเตรียมและปรับปรุงข้อมูลด้านเวชระเบียนของผู้ต้องขังทุกคนให้ทันสมัยและเก็บเป็นความลับ และผู้ต้องขังทุกคนควรสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้เมื่อต้องการโดยผู้ต้องขังอาจแต่งตั้งให้ผู้อื่นเข้าถึงเวชระเบียนข้อมูลเวชระเบียนของตนได้ด้วย  2.เมื่อมีการโอนย้ายผู้ต้องขังจะต้องมีการส่งมอบเวชระเบียนเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่รับตัวไว้ โดยจะต้องถือเป็นความลับทางการแพทย์

 

Advertisement

ขณะที่ข้อกำหนดข้อที่ 32 ระบุว่า 1.ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ หรือบุคคลากรด้านการแพทย์กับผู้ต้องขังต้องเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมและวิชาอาชีพ เช่นเดียวกับที่ใช้กับผู้ป่วยในชุมชนภายนอกโดยเฉพาะ

-หน้าที่ในการคุ้มครองสุขภาพทางกายและจิตใจของผู้ต้องขัง และการป้องกันโรคและการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานการรักษาพยาบาลทางการแพทย์โดยคบินิค

-เคารพการตัดสินใจด้วยตนเองของผู้ต้องขังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของตนเอง และการให้ความยินยอมด้วยความเข้าใจจากการแจ้งช้อมูลที่ถูกต้องอันเป็นหลักการด้านความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย

-การเก็บข้อมูลทางการแพทย์เป็นความลับ เว้นแต่การเก็บข้อมูบเป็นความลับนั้นอาจส่งผลให้เกิดภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อผู้ป่วยหรือบุคคลอื่น