เดินหน้าชน : โยนหินถามทาง

25.09.23 | 12:40 น.

ทันทีที่การให้สัมภาษณ์ของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับบลูมเบิร์กทีวี ถูกเผยแพร่ออกมาทำนองว่า หาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นโทษเมื่อไหร่ ก็จะไปขอคำปรึกษาเรื่องการบริหารงานรัฐบาล 

เพียงเท่านี้ เสียงเซ็งแซ่ออกมา คนฝั่งพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย อีกจำนวนมากฟังแล้วก็นิ่ง ไม่ยินดียินร้ายเป็นเรื่องของรัฐบาล 

ส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่ารัฐบาลผสม 11 พรรคที่มีนโยบายเศรษฐกิจมากมาย ทั้งการแก้ปัญหาปากท้องไปจนถึงการสนับสนุนภาคเอกชน ยังไม่นับโครงการระดับใหญ่ ยังมีอะไรต้องไปเคาะประตูบ้านเพื่อขอปรึกษาทักษิณกันอีก 

พอข่าวเริ่มฝุ่นตลบ นายกฯเศรษฐาก็ออกมาเคลียร์ข่าว ท้าให้ไปแกะเทปสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้งว่าไม่เคยพูดว่าจะเข้าไปปรึกษาทักษิณหลังพ้นโทษ ยืนยันว่าจะปรึกษากับอดีตนายกฯทุกคน ที่เข้าไปเจอคนแรกมาแล้ว ก็มี พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามด้วย อานันท์ ปันยารชุน และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และประเทศชาติคงจะเสียหายถ้าไม่ไปพบคนเหล่านี้ ด้วยเป็นนายกฯมือใหม่หัดขับ และยังไปพูดคุยกับอดีตรองนายกฯ ผู้แทนการค้าไทย รัฐมนตรี จนถึงปลัดกระทรวง

ไม่ได้กีดกันใครทั้งสิ้น ไม่ได้กีดกันเรื่องสี และความเชื่อทางการเมือง อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ผมยินดีครับ ไม่มีการพิจารณาที่จะไปตั้งท่านเป็นที่ปรึกษา ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อนตั้งกี่ปี จะมารับเป็นที่ปรึกษา ท่านมีกฎ มีแนวทางมีหน้าที่รับผิดชอบในหน้าที่ของท่าน ที่อยากจะทำอยู่แล้วนายกฯเศรษฐาได้ขอยืนยันพูดร้อยเรียงมาแบบนี้ 

Advertisement

ส่วนข่าวช่วงแรกที่ออกมาจะขอปรึกษาและพร้อมตั้งทักษิณเป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ ก็คิดเสียว่าเป็นการโยนหินถามทางเพื่อหยั่งเชิงกระแสสังคมก็แล้วกัน จะได้รู้ว่า คนรอบข้างคิดเห็นอย่างไร ได้รู้ปฏิกิริยา ความเข้าใจของสังคมที่มีต่อทักษิณมากขึ้น แต่ที่อาจทำให้หงุดหงิดบ้างก็เป็นเรื่องบางคนวิจารณ์ต่อยอดไปไกลกับข่าวของบลูมเบิร์ก แต่ใครๆ ก็เชื่อการรายงานข่าวของบลูมเบิร์ก ไม่คิดว่าจะมีการรายงานข่าวเลยความเป็นจริงออกไป

เมื่อพูดถึงการโยนหินถามทาง ก็มักถูกใช้ในแวดวงธุรกิจ แต่ละค่ายจะปล่อยสินค้าใหม่ออกมาแต่ละตัวก็ต้องหยั่งเชิงความรู้สึก ความเห็นของลูกค้าก่อนว่าจะมีเสียงตอบรับอย่างไร สินค้ายังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ลงตัวอีกหรือไม่ ก่อนปล่อยลงสู่ตลาด หากผิดพลาดก็จะแก้ปัญหาลำบากมากขึ้น 

ถ้าย้อนกลับไปที่มติ ครม.เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งนายกฯและรัฐมนตรีเห็นด้วยจะปรับวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็นเดือนละ 2 รอบ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้าเป็นต้นไป พอข่าวถูกเผยแพร่ ข้าราชการเริ่มพูดถึงเยอะในโลกโซเชียลไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะไปกระทบกับระบบการใช้จ่ายเงินและการกินอยู่ที่คุ้นเคยกับการรับเดือนละครั้งมาทั้งชีวิต

อีก 1 วันต่อมา หวั่นว่าบรรยากาศการเริ่มต้นรัฐบาลจะเสียหาย นายกฯก็ให้สัมภาษณ์ว่าขอเป็นการเสนอทางเลือกก็แล้วกัน ก่อนจะชี้แจงเล็กๆ ว่า ที่ให้แบ่งจ่าย 2 รอบ หวังแบ่งเบาภาระสำหรับคนที่มีหนี้สิน สามารถไปจ่ายหนี้สินได้เร็วขึ้น

การที่ยืดหยุ่นกับ มติ ครม. รอมชอมมากขึ้น ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายมากมาย เพราะเริ่มต้นเป็นการคิดดี แต่อาจจะไม่ได้หยั่งเสียงคนรอบข้าง

สมัยนายกฯเศรษฐา เป็นซีอีโอทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านรัฐบาลมาหลายยุค เคยมีมุมมองในฐานะคนนอกเข้ามาถึงรัฐบาล พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะ แต่ในปัจจุบัน เมื่อมาอยู่ในฐานะผู้บริหารบ้านเมือง มุมมองที่เคยเห็นจะพูดอะไรออกไปเหมือนก่อนอาจจะไม่ใช่ 

เมื่อเปลี่ยนฐานะจากคนในมองออกไปข้างนอกบ้าง ในฐานะผู้กุมบังเหียนรัฐบาลเพื่อนำประเทศชาติรอดพ้นจากปัญหาและวิกฤต จึงต้องมีอะไรให้คิดซับซ้อนมากขึ้นหลายเท่า 

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้ง 2 เหตุการณ์ แม้จะแตกต่างกันที่เนื้อหา แต่ก็ทำให้เห็นว่า ทั้งการทำงานและคำพูดของนายกฯเศรษฐาถูกจับตามองทุกฝีก้าวจริงๆ

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน