มี “สัญญาณ” และมีความเด่นชัด มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า ตำแหน่ง “หัวหน้า” คนใหม่ของ พรรคเพื่อไทย จะเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
สัญญาณนั้นอาจสัมผัสได้จากการดำรงตำแหน่งเป็น “หัวหน้า” ครอบครัวเพื่อไทยก่อน “การเลือกตั้ง”
สัญญาณนั้นเริ่มมีรูปธรรมยืนยัน เมื่อมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 230/2566 แต่งตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ”
ความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะมองการทะยานไปอยู่ในตำแหน่ง “หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” ไม่ว่าจะมองการทะยานไปอยู่ในตำแหน่งใน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ”
มิได้อยู่ที่ว่าการเป็น “หัวหน้าครอบครัวแห่งชาติ” เกิดขึ้นในขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
มิได้อยู่ที่ว่าการเป็น “รองประธาน” คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติเกิดขึ้นในขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นประธานคณะกรรมการ
ความน่าสนใจอยู่ที่ชื่อของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ความน่าสนใจอยู่ที่ชื่อของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
หากมองจากภาระหน้าที่ด้านหลัก ของ “ครอบครัวเพื่อไทย” ก็จะเข้าใจในบทบาทของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเข้าใจในบทบาทของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะผู้อำนวยการ
ด้านหนึ่ง เพื่อเป็นองค์ประกอบในการหนุนเสริมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องกำชัยจากการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง บทบาทของผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยก็เพื่อหนุนเสริมทุกการเคลื่อนไหวของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยให้บรรลุภารกิจ
บทบาทของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมศูนย์อยู่ที่ภารกิจของครอบครัวเพื่อไทย บทบาทของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รวมศูนย์อยู่ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ
ความหมายก็คือ ตระเตรียมและสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองไปสู่บทบาทสำคัญภายในพรรคเพื่อไทยในที่สุด
เด่นชัดอย่างยิ่ง ไม่ว่าการดำรงอยู่แห่ง “ครอบครัวเพื่อไทย” ไม่ว่าการดำรงอยู่ใน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ” ดำเนินไปในลักษณะอันเป็น “กระดานหก”
เป้าหมายอย่างแท้จริงคือ หัวหน้าพรรคชาติไทย
เป้าหมายอย่างแท้จริงคือ การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคชาติไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแม้จะมีรากฐานจาก พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน แต่ก็เป็นอีกนวัตกรรม
นวัตกรรมภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างเป็นจริง
สัญญาณทั้งหมดนี้ย่อมตามมาด้วย “การปฏิรูป” ครั้งใหญ่

