เกษตรกรเฮ! ครม.ไฟเขียว พักหนี้วงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้ พร้อมออปชั่นเสริม เติมทุนให้อีก 1 แสนบาท
เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ให้กับลูกหนี้เกษตรกรรายย่อย 3 ปี วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท โดยในปีที่ 1 อนุมัติวงเงิน 12,000 ล้านบาท ในการจ่ายดอกเบี้ยทดแทนเกษตรกร โดยใช้งบประมาณจากนโยบายกึ่งการคลัง มาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566
นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับเงื่อนไขมาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าว กำหนดให้ลูกค้าที่ได้รับเกณฑ์เข้าร่วมโครงการจะต้องมีต้นเงินคงเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งได้รับสิทธิทั้งเกษตรกรที่มีสถานะเป็นหนี้ปกติ หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยมีลูกหนี้เกษตรกรทั้งหมด 2.7 ล้านราย มูลหนี้รวม 3 แสนล้านบาท
“การพักหนี้จะต้องต่อสัญญาปีต่อปี โดยในปีแรกได้รับสิทธิในการพักชำระหนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 ซึ่งเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ต้องการรับสิทธิสามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าวได้ตามความสมัครใจ ผ่านช่องทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กรณีลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ หากต้องการชำระหนี้ก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลสร้างแรงจูงใจในการลดหนี้ โดยเงินที่ชำระหนี้ครึ่งหนึ่ง จะได้รับการตัดชำระเงินต้น เพื่อให้มูลหนี้ลดลง ขณะที่ลูกหนี้ที่มีสถานะเป็นเอ็นพีแอล จะสามารถเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ได้ เมื่อได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส.แล้ว และหากต้องการชำระหนี้ ก็จะสามารถชำระเงินต้นได้ทั้งหมด 100% โดยไม่มีการนำไปตัดส่วนดอกเบี้ย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดทำโครงการบูรณาการร่วมกับ ธ.ก.ส.อีกจำนวนมาก และยังมีกลไกให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยมีการจัดสินเชื่อให้เพิ่มเติม รายละไม่เกิน 1 แสนบาท และให้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกับบอร์ด ธ.ก.ส. เพื่อสรุปอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
ขณะที่ความคืบหน้าในการดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรและผู้ประการเอสเอ็มอีนั้น ครม.ได้มีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรการในการพักหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการในการพักชำระหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขสถานการณ์หนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
“การพักหนี้เอสเอ็มอียังมีความซับซ้อน เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นลูกหนี้ทั้งในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งในส่วนนี้สามารถดำเนินการได้เลย แต่ยังมีลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ด้วย ในส่วนนี้จะต้องหาวิธีการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีกครั้ง พร้อมกันนี้ เรายังพร้อมที่จะดูแลหนี้สหกรณ์ ราชการครู ตำรวจ และหนี้นอกระบบ”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีเอ็นพีแอล อยู่ที่ 1.29 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% ขณะที่ลูกค้าที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ของ ธ.ก.ส. 2.7 ล้านราย เป็นลูกหนี้สถานะเอ็นพีแอล จำนวน 6 แสนราย มูลหนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้สถานะลูกค้ากลับมาปกติ และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และคาดว่าสิ้นปีบัญชี 2566 สถานการณ์เอ็นพีแอล ธ.ก.ส.จะอยู่ที่ระดับ 5.5% ตามเป้าหมาย
“เรากำหนดเกณฑ์ลูกค้าที่เข้าร่วมมีมูลหนี้ไม่เกณฑ์ 3 แสนบาท เพราะโดยเฉลี่ยลูกค้ารายย่อย ธ.ก.ส.มีมูลหนี้รายละ 3.4 แสนบาท ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการกว่า 70% ส่วนที่เหลือไม่ได้พักหนี้ให้ 40% เป็นลูกค้าเกษตรกรกลุ่มแข็งแรง และธนาคารมีการดูแลเรื่องผลกระทบภัยธรรมชาติ การสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ เช่น ชำระดีมีโชค เป็นต้น” นายฉตรชัยกล่าว
สำหรับการเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการพักหนี้เกษตรกรนั้น ธ.ก.ส.จะเปิดให้เกษตรกรตรวจสอบสิทธิ ผ่านแอพพลิเคชั่น BAAC Mobile และจากนั้นจะมีการนัดลูกหนี้และผู้ค้ำประกันสินเชื่อเข้ามาเซ็นสัญญา เพื่อทำการขยายสัญญาเงินกู้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จะออกไปพบลูกค้าผ่านการรวมกลุ่มในตำบล หรือในหมู่บ้าน เป็นต้น เพื่อลดความแออัดในการเดินทางมาที่สาขาธนาคาร
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินมาตรการพักหนี้เกษตรกรครั้งนี้ มีความแตกต่างจาก 13 ครั้งที่ผ่านมา ผ่านจุดเด่น 5 ประการ ได้แก่ 1.คงหนี้ชั้นเดิมไว้ 2.ตัดเงินต้น เปลี่ยนลำดับการชำระหนี้ 3.ให้สินเชื่อเพิ่มเติม 4.เพิ่มมาตรการเกี่ยวกับการดูแลเพิ่มความสามารถเกษตรกร และ 5.รวมหนี้เอ็นพีแอล ตั้งใจให้เอ็นพีแอลลดลง ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ และจ่ายเงินต้น


