คำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้มี “คณะกรรมการ” ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการเข้าค้นบ้านพักของ “ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่” และเคหสถานอื่นๆ หลายแห่งทั่วประเทศ
อาจมีจุดเริ่มต้นจากกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. แต่ยังเป็น “สารตั้งต้น” แรกอันเกิดขึ้นในลักษณะ “ทะลวง”
หากประเมินผ่านท่าทีของ นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อเผชิญกับคำถามที่ว่า “จะถือโอกาสสังคายนาตำรวจไหม” คำตอบจาก นายเศรษฐา ทวีสิน ยิ่งน่าสนใจ
“ใช้คำว่า ‘สังคายนา’ จะแรงไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรที่มีเกียรติ ถ้ามีปัญหาก็แก้เป็นเรื่องๆ ไป”
คล้ายกับเมื่อเผชิญกับคำถามในประเด็น “ปฏิรูปกองทัพ”
นั่นก็คือ นายเศรษฐา ทวีสิน เลี่ยงไปใช้คำว่า “พัฒนา” แทน อันสะท้อนนิยามและความเข้าใจที่แทบไม่แตกต่างไปจาก “การปฏิรูป” ในทางเป็นจริง
ประเด็นจึงมิได้อยู่ที่ว่า พรรคเพื่อไทย มี “นโยบาย” อย่างไร เคยประกาศในลักษณะอันเป็น “สัญญาประชาคม” อย่างไร หากแต่อยู่ที่การลงมือ “ปฏิบัติ” ตามสภาพ “ความเป็นจริง” ที่เป็น “ปัญหา”
เห็นได้ชัดเจนว่ากรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ไม่ธรรมดา
มีความจำเป็นต้อง พิจารณาจากองค์ประกอบของคณะกรรมการ นั่นก็คือ 1 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 1 นายชาติพงษ์ จีระพันธุ อดีตรองอัยการสูงสุด
และที่ไม่ควรมองข้าม 1 คือ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรอง ผบ.ตร.
คำถามอันเกิดขึ้นเมื่อเห็นรายชื่อของ “คณะกรรมการ” ก็คือ มีรากฐานมาจาก “นายกรัฐมนตรี” จริงละหรือ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นายชาติพงษ์ จีระพันธุ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อและการขยายบทบาทของ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อันถือได้ว่าเป็นนายตำรวจที่ได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างสูง
การปรากฏ 3 รายชื่ออย่างรวดเร็วสะท้อนให้เห็นว่าปัญหามีความแหลมคมและพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการเข้าจัดการ
ผลสะท้อนและความต่อเนื่อง จึงไม่เพียงแต่จะเห็นได้จากการเข้าไปนั่งอยู่ในสถานะแห่ง ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ “กต.” ของ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น
หากแต่จะกลายเป็น “โจทย์” ต่อ “ผบ.ตร.” คนใหม่ด้วย
ไม่ว่าในที่สุดแล้วคณะกรรมการข้าราชการตำรวจจะเห็นชอบให้ผู้ใดเข้าดำรงตำแหน่งเป็น “ผบ.ตร.” นี่ย่อมเป็น “การบ้าน” เป็นธงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำงานร่วมกับรัฐบาล
รัฐบาลอันมีพรรคเพื่อไทยเป็น “แกนกลาง” รัฐบาลอันมี นายเศรษฐา ทวีสิน เป็น “นายกรัฐมนตรี”
ย่อมเป็น “การรุก” อย่างเป็น “รูปธรรม” และเด่นชัด
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

