หมายเหตุ – ความเห็นหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นในการขับเคลื่อนจำนวน 4 คณะ และตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้น
พงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย
การสร้างความปรองดองคือการแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นความแตกแยกที่ลึกลงไปในระดับประชาชนมากมาย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้จะต้องไปดูว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความไม่ปรองดอง ซึ่งที่ผ่านมาก็มี คิดจะทำเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ความไม่ปรองดองก็ยังมีอยู่ ส่วนตัวผมมองว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความปรองดองไม่เกิดขึ้นและจะยังไม่เกิดไปอีกนาน คือ เรื่องของกลไกในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเป็นเช่นนั้นส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะเมื่อกลไกกระบวนการยุติธรรมไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กฎหมายก็จะไม่เป็นกฎหมาย เพราะมีการบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค มี 2 มาตรฐาน หรือการใช้กฎหมายจนคนไม่สามารถยอมรับได้ เพราะขัดกับหลักความเป็นธรรม
ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเรามีความเห็นแตกต่างกัน เพราะเป็นไปในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งสามารถละเมิดกฎหมายได้ เราจึงได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด เช่น ยึดสถานที่ราชการ โดยผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นจึงเกิดเหตุให้คนฝ่าฝืนกฎหมายมากขึ้น จนในที่สุดก็เกิดความแตกแยก การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการ เช่น เชิญคนหลายกลุ่มมาพูดคุยกันเพื่อสร้างความปรองดองนั้น สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมาคุยกันแล้วทุกอย่างจะจบลงทันที และการพูดคุยต้องดึงคนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกกลุ่มทุกฝ่ายมาคุยกัน ประเทศที่แก้ไขปัญหาด้วยวิธีการนี้จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลักเข้ามาพูดคุยด้วยเสมอ การเมืองไทยก็เหมือนกัน หากต้องการแก้ไขปัญหานี้จะต้องดึงตัวหลักที่มีความขัดแย้งมาหารือกันให้ได้ จากนั้นคนเหล่านี้จะหาวิธีการและรายละเอียดในการสร้างความปรองดองเอง แต่เมื่อไหร่ที่เป็นการหารือเฉพาะกลุ่ม ไม่ครอบคลุม เมื่อนั้นก็จะมีการคัดค้าน
ผมไม่ได้หวังอะไรกับรัฐบาลนี้เท่าไหร่นัก รัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2557 ยังไม่มีการทำเรื่องปรองดองเป็นชิ้นเป็นอัน และการบังคับการใช้กฎหมายที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เช่น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะนำไปสู่ความปรองดองได้อย่างไร
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องจำกัดความคำว่าการปรองดองให้ถูกต้องก่อน เพราะเมื่อเราพูดถึงการปรองดอง ฝ่ายหนึ่งก็ตีความว่าเป็นการนิรโทษกรรม อีกฝ่ายก็บอกว่าต้องไม่นิรโทษกรรม แต่การปรองดองคือการนำข้อเท็จจริงมาพิสูจน์กันว่าที่ผ่านมาเราขัดแย้งกันเพราะอะไรต่างหาก แล้วต่อจากนี้เราจะปฏิบัติตัวต่อกันอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหาขึ้นมาอีก หรือหากจะนิรโทษกรรมในบางเรื่องเราก็จำเป็นจะต้องจำกัดในเรื่องของคดีให้ชัดเจน
ผมเห็นด้วยกับความคิดของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการตั้งคณะกรรมการปรองดองเพราะประเทศนี้ต้องมีการปรองดองแล้ว แต่ที่ผ่านเรามักมีความคิดที่ขัดแย้งกันเสมอ อาทิ ฝ่ายหนึ่งบอกต้องนิรโทษกรรมพวกเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการเรียกร้องลักษณะนี้เราเคยเห็นมาแล้วในรูปแบบกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งไม่ได้สร้างความปรองดองขึ้นมาได้เลย เพราะอีกฝ่ายบอกว่าคดีความเล็กน้อยอาจทำได้ เช่น การชุมนุมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งหากเข้าใจตรงกันก็สามารถปรองดองได้ ในความความคิดเห็นผมมองว่าการปรองดองสามารถไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะการทำความเข้าใจร่วมกันกับคนในสังคมว่าเราจะสามารถหาจุดที่ลงตัวกันทุกฝ่ายได้อย่างไร เพราะถ้าเราไม่เข้าใจตรงกัน สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งกันอีก
ส่วนกรณีความยุติธรรมสองมาตรฐาน ต้องมาหารือกันว่าสุดท้ายสองมาตรฐานจริงหรือไม่ หากสองมาตรฐานจริงเราก็ปรับและแก้ไขในจุดนั้นให้ได้ เพราะหากเราแก้ไขเรื่องความยุติธรรมสองมาตรฐานไม่ได้ ปัญหาเก่าๆ ก็จะย้อนกลับมาสร้างความขัดแย้งอีก อีกเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยว่าคืออะไร เช่น เราสามารถขับไล่รัฐบาลได้หรือไม่ ถ้าขับไล่ได้เราสามารถใช้ความรุนแรงได้ในระดับไหน หรือประชาชนไม่สามารถขับไล่รัฐบาลได้เลย และปัญหาเสียงข้างมากสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งทุกเรื่องทุกต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เพราะหากเข้าใจไม่ตรงกันถือว่าอันตรายมาก เพราะสมมุติว่าหากเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยชนะเข้าไปในสภา เขาก็มุ่งจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีก โดยการอ้างเสียงข้างมากอยู่ดี ส่วนอีกอย่างที่สำคัญมากคือความรู้สึกถือลืมกันได้ อภัยกันได้ก็ควรทำ เพื่อทำกฎหมายนิโทษกรรมที่เหมาะสม
การตั้งคณะกรรมการทั้ง 4 คณะของนายกฯจำเป็นต้องหาคนที่เข้ามาเป็นกรรมการที่ทุกฝ่ายยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ยอมรับกัน 100% เพราะเป็นไปไม่ได้ ส่วนการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองนั้นถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในการปรองดอง อาจไม่ต้องถึงกับเข้าไปเป็นคณะกรรมการ แต่อาจรับฟังผ่านเวทีแสดงความเห็น การให้คำปรึกษา เชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมาเพราะไม่ได้มองถึงการลงมติเสียงข้างมาก ขอให้ได้เพียงมติระดับหนึ่ง ก็อย่าลืมว่ารัฐบาลมีมาตรา 44 คอยบังคับใช้อยู่ ผู้มีอำนาจก็สามารถตัดสินใจได้อยู่แล้ว
ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช.
การจะสร้างความปรองดอง ลำดับแรกคือการสร้างความจริงและความถูกต้องให้ปรากฏ ขณะที่ประชาชนต้องมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐบาล-คสช.เข้ามาโดยอ้างว่าต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แต่อยากบอกว่า ก่อนอื่นต้องรู้เหตุของความไม่สงบก่อน มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ที่มาของปัญหา คนจะทำเรื่องปรองดองต้องมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งสร้างความปรองดอง วันนี้รัฐบาลถืออำนาจโดยเขียนกฎหมายกติกาเอง รัฐบาลอยู่มา 2 ปีกว่า เพิ่งมาพูดเรื่องปรองดอง ทั้งที่ควรพูดตั้งแต่ตอนต้น แต่ก็ไม่ทำ กลับสร้างความขัดแย้งใหม่ สร้างปัญหาใหม่ของประเทศขึ้นมา แล้วกลับมาพูดเรื่องความปรองดอง นั่นเพราะรัฐบาลรู้แล้วว่าการเดินหน้าเรื่องต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องชูการสร้างบรรยากาศปรองดองขึ้นมา
การทำยุทธศาสตร์ปฏิรูปต้องรู้ว่าวันนี้อยู่ในระบอบใด วันนี้ทำอยู่ในระบอบรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ใช่ประชาธิปไตย และผู้มีอำนาจยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของความถูกต้องทั้งหมด การปรองดองก็เกิดขึ้นลำบาก เพราะความปรองดองที่แท้จริง คู่ขัดแย้งต้องมีเสรีภาพในการพูดแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และมองว่าการจะปฏิรูปปรองดองได้ต้องยืนอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ที่มีเจ้าภาพคือ คสช. เพราะดูแล้วมันไม่ใช่ ถามว่าจะเป็นความปรองดองในแบบที่ประชาชนต้องการ หรือ คสช.ต้องการ และวันนี้รัฐบาลคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ ซึ่งดูเหมือนทุกอย่างจะมีการตั้งธงไว้แล้ว ว่าเป็นการปฏิรูปปรองดองในแบบรัฏฐาธิปัตย์ ถามว่าแล้วจะเกิดความปรองดอง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้จริงหรือไม่
ส่วนตัวไม่มีความหวังใดๆ กับรัฐบาลชุดนี้ ได้แต่หวังว่าประชาชนจะรับรู้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ป่วยการเมื่อความถูกต้องมีเจ้าของคือ คสช. หากรัฐบาลอยากทำก็ทำไป แต่มองว่าคงไม่เกิดประโยชน์เห็นผลอย่างแท้จริง ถ้าถามว่าหากรัฐบาล-คสช.เป็นเจ้าภาพแล้วเชิญทุกฝ่ายเข้าร่วมหารือ นปช.จะเข้าร่วมด้วยหรือ คำตอบคือ ที่ผ่านมาเราเข้าร่วมมาโดยตลอด เมื่อเชิญเราก็ไปทุกครั้ง แต่เวทีที่ คสช.จัด ก็มักถูกพับเก็บโดย คสช.เอง
โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
เมื่อมีการทำเรื่องการปรองดองขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ผมเชียร์เรื่องการปรองดองอยู่แล้ว แต่คำถามคือจะเป็นกระบวนที่ทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมมากแค่ไหน ถ้าเป็นกระบวนการปรองดองที่อยู่ในกรอบหรือทำในสไตล์ของทหารที่ทำกันอยู่นี้ ผมก็เกรงว่าจะไม่ไหว คิดว่าอยากให้เป็นกระบวนการที่รวมหลายฝ่าย ก่อนจะตั้งอะไรต่างๆ ก็ปรึกษาหารือกันล่วงหน้าได้ก็ดี แต่เมื่อเป็นการตัดสินใจแทนคนอื่นก็จะลำบาก
ส่วนคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมนั้น เมื่อมีภาคประชาสังคม เรามีการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือ Social Movement ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีหากเราจะรวมการเคลื่อนไหวทางสังคมเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และอีกกลุ่มคือกลุ่มนักการเมือง อันนี้ต้องปรึกษาเขาด้วย อย่างที่ผมเสนอว่าต้องคุยกันอย่างไม่เป็นทางการก่อนจนได้ความเห็นพ้อง ในสถานการณ์ที่มีความเห็นแย้งก็ต้องให้คนที่มีควมขัดแย้งมาปรึกษาหารือกัน โดยทางรัฐบาลมาทำเรื่องนี้ก็ต้องเปิดเวทีที่กว้าง
แม้จะมีการตั้งเวทีปรองดองมามากแล้ว แต่ก็ต้องพยายาม แม้ว่ายังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จหรือมีปัญหา แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่น่าจะดี ในแง่ความตั้งใจของ คสช.ที่ผ่านมา เขาบอกว่าอยากทำให้การเมืองหรือสถานการณ์ต่างๆ ดำเนินไปตามปกติในระบอบประชาธิปไตย ก็เข้าใจว่ายังมีความขัดแย้งได้ แต่อยากให้คู่ขัดแย้งมีกติการ่วมกันว่า ถ้ามีความขัดแย้งจะอยู่ในกรอบของการคลี่คลายความขัดแย้งกันได้อย่างไร
จากการที่เจ้าภาพกระบวนการปรองดองเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหารนั้น ปัญหามีอยู่แล้วแหละ ผมก็ไม่ชอบการรัฐประหาร ไม่ชอบรัฐบาลที่รวบอำนาจอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เราก็มีแล้ว ถ้าเขาคิดว่าจะช่วยทำอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้น ทำอะไรให้เกิดการรับฟังกันมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี
การหันมาดำเนินงานเรื่องปรองดองในขณะนี้ คงจะเป็นแผนหนึ่งของเขา เมื่อว่ากันตามหลักที่เขาบอกว่า ขอเวลาไม่นาน เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีกว่าแล้ว คงจะต้องเริ่มเรื่องนี้กระมัง เพราะเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา อย่างไรก็ขอให้ความพยายามครั้งนี้น่าจะมีมรรคผลพอสมควรตามที่ตั้งใจ
ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.
ผมเห็นด้วยที่จะปฏิรูปประเทศด้วยการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการปรองดอง โดยอยากให้รัฐบาลยึดแนวทางการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธานและทำต่อเนื่องไว้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลเพื่อไทย โดยทั้ง 4 คณะอย่างน้อยก็ควรให้นายคณิตหรือนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย รวมถึงจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมแบบปกติและกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอย่างน้อยด้านละ 2 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและสังคมวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามการทุจริตเพราะต้นตอของความขัดแย้งเกิดจากคนที่ไม่พึงพอใจในเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบในหลายๆ เรื่อง เช่น การทุจริตและอำนาจทางการเมือง การชุมนุมที่มาของการชุมนุม กปปส. หรือการไม่พอใจการทุจริต เช่น การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการปรองดองควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาทุกศาสนาเพื่อเข้ามาหารือเรื่องคุณธรรม จริยธรรม
คนสำคัญที่สุดก็คือคนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องเข้ามาเป็นกรรมการด้วย เพราะเขาคือผู้มีอำนาจสูงสุด เดี๋ยวถ้าไม่เข้ามาเป็นกรรมการ ถ้าทุกคนทำไปแล้วเกิด คสช.ไม่พอใจก็ต้องเริ่มใหม่กันอีก แต่คนที่ไม่ควรนำเข้ามาเป็นกรรมการเด็ดขาดคือกลุ่ม นปช. กปปส. พันธมิตร เพราะถือเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจมีข้อกังขาว่าทำความสมานฉันท์เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากคดีความ แต่จำเป็นจะต้องเชิญกลุ่มการเมืองเหล่านี้เป็นฟังความเห็นโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อไปอธิบายความถึงจุดประสงค์ของการชุมนุมที่ผ่านมา และคนที่ต้องเข้าไปเป็นคณะกรรมการอีกด้านคือเศรษฐกิจเพราะเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
หากประเมินว่าคณะกรรมการของนายกฯจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความจริงใจของตัวคณะกรรมการและ คสช. รวมถึงความตั้งใจของคนที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดองทั้งทางกฎหมายและสังคม

