หน้าแรก การเมือง ชาติพัฒนากล้า...

ชาติพัฒนากล้า ชี้ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ มหันตภัยใหม่สังคมโลก

27.09.23 | 19:29 น.

ชาติพัฒนากล้า ชี้ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ มหันตภัยใหม่สังคมโลก

เมื่อวันที่ 27 กันยายน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17 ในประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามหันตภัยใหม่ สังคมโลก ซึ่งเราต้องต่อสู้กับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า แม้จะมีกฎหมายห้ามนําเข้า และห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา แต่ก็ยังมีการสูบบุหรี่ในวงกว้าง โดยเฉพาะนักเรียนและเยาวชน

ดังนั้น จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายกันอย่างจริงจังต่อเนื่อง รวมทั้งการให้ความรู้ของประชาชนที่ถูกต้องแก่เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป ถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในสถานศึกษา การยกเลิกกฎหมายห้ามนําเข้า ห้ามขาย แล้วออกกฎหมายใหม่มาควบคุมจะสามารถแก้ปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กเยาวชนได้เป็นผลสําเร็จอย่างแน่นอน

นพ.วรรณรัตน์กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าจะมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดแล้วยังมีสารที่ทําให้เกิดละอองไอน้ำ คือ โพรไพลีน ไกลคอล (Propylene Glycol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งมีสารปรุงแต่งกลิ่นที่เด็กและเยาวชนชื่นชอบอีก ได้แก่ ไดอะซิทิล (Diacetyl) และสารอื่นๆ อีกมากกว่า 16,000 ชนิด เป็นสารที่สามารถทําให้เกิดโรคปอดร้ายแรงตามมาได้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังใช้กลยุทธ์ทางการตลาดโฆษณาสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่แบบเดิม 95 เปอร์เซ็นต์ หรือบุหรี่ไฟฟ้าทําให้เลิกบุหรี่ได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีประเทศไหนในโลกที่ขึ้นทะเบียนรับรองให้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่แม้แต่ประเทศเดียว

ที่สำคัญ สํานักงานอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FBA. แถลงว่า ยังไม่พบบุหรี่ไฟฟ้าที่ปลอดภัย และช่วยให้คุณเลิกบุหรี่ได้ และสหพันธ์หัวใจโลก (The World Heart Federation) ได้รายงานว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายใหม่ต่อหัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และสมรรถภาพทางเพศเสื่อมได้

Advertisement

ฉะนั้น เมื่อถอดบทเรียนจากประเทศที่พัฒนา อย่างสหรัฐอเมริกาจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจากผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ทั้งในผู้ใหญ่และเด็กเยาวชน การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กนักเรียนมัธยมปลายในอเมริกาเพิ่มขึ้น 18 เท่า ในเวลา 8 ปี จาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2011 เป็น 20.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2018 และเด็กเหล่านี้เกิดอาการเจ็บป่วยของโรคระบบทางเดินหายใจต้องเข้าโรงพยาบาลถึง 3,000 กว่าคนเศษ และในจํานวนนี้เสียชีวิตถึง 60 กว่าคน

สําหรับประเทศไทยแม้จะมีการห้ามนําเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แต่ก็มีการลักลอบนําเข้ามาในประเทศ และมีการสูบกันอย่างแพร่หลาย จากการสำรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข ในระหว่างวันที่ 25 เมษายน-6 มิถุนายน 2566 พบว่าวัยรุ่นเริ่มหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันเป็นจํานวนมาก สูงถึง 61,688 คน โดยเริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าเมื่ออายุเฉลี่ยเพียง 12-15 ปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นระเบิดลูกใหม่ของอนาคตชาติ

นพ.วรรณกล่าวว่า จากการสํารวจความคิดเห็นของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จากผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 ทั่วประเทศ จํานวน 5,582 คน ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2566 พบว่า 91.5 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้รัฐบาลห้ามการนําเข้า และห้ามการขายบุหรี่ไฟฟ้า 91.5 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความรู้ที่ถูกต้องถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง และ 93.0 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าควรเร่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าทั้งที่ขายหน้าร้านและขายออนไลน์อย่างจริงจัง ที่สำคัญองค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนให้ประเทศไทยคงมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าไว้ต่อไป