หน้าแรก การเมือง ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : นายกฯ ใหม่ต้องดูแลท่องเที่ยวในเรื่องอะไร

29.09.23 | 12:03 น.

ดุลยภาพดุลยพินิจ : นายกฯ ใหม่ต้องดูแลท่องเที่ยวในเรื่องอะไร

นายกฯ ป้ายแดง นายเศรษฐา ทวีสิน เริ่มต้นทำงานแบบคึกคักให้ความสนใจกับเศรษฐกิจท่องเที่ยวสูงสุด โดยไปให้กำลังใจผู้ประกอบการทั้งที่ภูเก็ตต่อด้วยเชียงใหม่ เชียงราย ตอบสนองข้อเสนอของผู้ประกอบการหลายข้อในเชิงบวก ส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอของมาตรการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เช่น ยกเว้นค่าวีซ่า ขยายเวลาบิน (บินได้ตลอด 24 ชั่วโมง) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเองก็ตั้งความหวังว่า ในปีหน้าการท่องเที่ยวไทยจะบรรลุเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวในระดับปี 2562 ที่ 40 ล้านคน และในอีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มเป็น 70 ล้านคนเทียบเท่าประเทศแบบฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ทีเดียว

ที่จริงปัญหาการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่ปัญหาการจัดการดีมานด์ หรือการหานักท่องเที่ยวมาเพิ่ม ปัญหาการท่องเที่ยวไทยเป็นปัญหาของการจัดการอุปทานมากกว่า แม้ว่าในปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่สูงเท่ากับปี 2562 แต่ก็อย่าลืมว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2562 นั้นเป็นปีที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์เรียกว่า ผลกระทบในระดับอุตสาหกรรมเรียกได้ว่าตะเข็บแทบปริ หากปี 2566-2567 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทยไม่มากเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยอยู่ในระดับสูงสุดก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะผู้ประกอบการของไทยยังไม่สามารถที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้เต็มที่ จำนวนเที่ยวบินก็ยังมีไม่เพียงพอ เดือนนี้ก็เป็นเดือนที่ทั้งโลกการท่องเที่ยวซบเซาที่สุดอยู่แล้ว แต่พอเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนเป็นต้นไปก็จะเป็นฤดูท่องเที่ยวใหม่ ซึ่งประเทศไทยจะยกเว้นค่าวีซ่าหรือไม่ นักท่องเที่ยวก็จะแห่กันมาอยู่แล้ว การยกเว้นค่าวีซ่ามีผลกระทบน้อยมาก เงินนี้เป็นเพียงค่าน้ำชาให้กับบริษัททัวร์ต่างประเทศให้หันมาสนใจตลาดเราเป็นพิเศษเท่านั้น

ในฐานะนายกรัฐมนตรี สิ่งที่นายเศรษฐา ทวีสินต้องทำก็คือ ทำในเรื่องที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดทำไม่ได้ ก็คือ หนึ่ง ต้องกวดขันความปลอดภัยทุกมิติสำหรับนักท่องเที่ยว เรื่องนี้สำคัญกว่าการไปหาตลาดอีก เพราะระยะหลังนี้ประเทศไทยมีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของเราไปตบทรัพย์จากนักท่องเที่ยว นอกนั้นยังมีปัญหาเกิดจากอุบัติเหตุ การประทุษร้าย การค้ามนุษย์ ยาเสพติด ตารางที่ 1 นี้ จะแสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความปลอดภัยของจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยที่จัดทำโดยนางสาววรัญญา บุตรบุรี และคณะ มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แสดงให้เห็นว่า 5 จังหวัดแรกที่เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความปลอดภัยมากที่สุดของประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำคืออันดับแรก ระยอง ตามมาด้วยภูเก็ต ชลบุรี พังงา และเพชรบุรี ส่วนกระบี่เป็นลำดับที่ 66 สุราษฎร์ธานีเป็นอันดับที่ 58 ประจวบคีรีขันธ์เป็นอันดับที่ 48 และเชียงใหม่เป็นลำดับที่ 43 หมายความว่าแหล่งท่องเที่ยวหลักของเราไม่มีจังหวัดไหนเลยที่อยู่สูงกว่าลำดับ 38 (กึ่งกลางของลำดับทั้งหมด) ของประเทศ แต่ที่น่าสนใจก็คือจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่ 2 ด้านความปลอดภัย รองจากสุรินทร์ซึ่งทำให้บุรีรัมย์มีคะแนนรวมในฐานะจังหวัดที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยว (ดัชนีเจ้าบ้าน) ติดอันดับถึงอันดับที่ 7 ของประเทศ ซึ่งขยับมาจากลำดับ 18 จากปี 2562

ลำดับถัดไปก็คือ การเตรียมการรองรับฝุ่นพิษในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะต้องบูรณาการหน่วยราชการหลายหน่วยด้วยกัน ปัญหาฝุ่นพิษเป็นปัญหาใหญ่มาก มีผลกระทบต่อชีวิตคนไทยและทำให้จังหวัดในภาคเหนือซึ่งขายความเย็นในฤดูหนาวต้องสูญเสียโอกาสสร้างรายได้ไปถึงสองเดือน ดังนั้น หลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกาแล้วก็หวังว่านายกรัฐมนตรีจะต้องสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย มีการเตรียมจัดการปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ และต้องไม่ใช่การจัดการแก้ไขปัญหาแบบเผชิญเหตุเฉพาะหน้า ที่สำคัญก็คือในภาคเหนือมีพื้นที่อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 พื้นที่ ขนาดใหญ่ที่มีไฟป่าทุกปี เป็นที่มาของฝุ่นพิษจำนวนมหาศาลซ้ำซากมาเป็น 10 ปีแล้ว ควรจะต้องมีการลงไปดูแล สอบสวนว่ามีเงื่อนงำอะไร พื้นที่ทั้ง 4 แห่งนี้ ได้แก่ 1) แม่ปิง อมก๋อย แม่ตื่นเป็นพื้นที่เผาถึง 5 แสนไร่ทุกปี 2) พื้นที่สาละวินแม่สะเรียงในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เผาเฉลี่ยกว่า 5 แสนไร่เหมือนกัน ส่วนกลุ่มพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปายแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เผาไม่ซ้ำซากอยู่ 3 แสนไร่ และ 4) คือพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีที่มีเผาซ้ำซากอยู่ถึง 1.6 แสนไร่ การศึกษาของคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์พื้นที่เผาซ้ำซาก 9.7 ล้านไร่ เป็นการเผาในป่าในประเทศถึงร้อยละ 65 เป็นนาข้าวร้อยละ 22 และเป็นข้าวโพดเพียงร้อยละ 6 แต่ข้าวโพดเป็นจำเลยในฐานะควันพิษข้ามแดนเพราะมีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่การที่จะไปโทษว่าเป็นการเผาส่วนใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ถูกเสียทีเดียว ควันจากเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่จะลอยเข้ามาปกคลุมไทยในทุกที่ จะมีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่แม่สายและตามตะเข็บชายแดนไทยลาวที่ไชยะบุรี คณะกรรมการชุดนี้ได้ให้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ดีซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรรับไปดูแลและจัดการ ที่สำคัญก็จะต้องไม่สนับสนุนการปลูกและเผาพืชหลังฤดูทำนาไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด หรืออ้อย แต่โชคดีที่ปีนี้ราคาข้าวและอ้อยดีขึ้นทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการประกันราคาให้สูงกว่าราคาตลาด การเผาป่านี้นอกจากจะมีปัญหาเรื่อง PM 2.5 แล้วยังจะมีปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย ยิ่งปีนี้กรมอุตุฯ พยากรณ์ว่าจะเป็นปีที่แล้งมากการปล่อยให้มีการเผาป่าอาจจะสร้างความเสียหายเกินแก้อย่างที่เห็นในประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา กรีซ และฮาวายในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

Advertisement

ลำดับที่สาม รัฐควรสนับสนุนการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่การพัฒนาแบบ BCG ซึ่งจังหวัดที่มีปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องการจัดการ การรีไซเคิลขยะ ได้แก่ ภูเก็ต ลำดับที่ 76 ชลบุรีลำดับที่ 32 และเชียงใหม่ลำดับที่ 41 ในขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นโคราชมาเป็นจังหวัดที่ 70 ชลบุรีลำดับที่ 67

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญมากไม่ใช่เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวก็คือ ประเทศไทยจะมีทิศทางเกี่ยวกับปัญหาแรงงานไร้สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยและออกลูกออกหลานกันมากมาย เรียนหนังสือไทยและพูดไทยได้ชัดเจนจะสามารถนำมาฝึกงานโดยได้รับการอุดหนุนจากรัฐหรือไม่ เพราะเราขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือ ควรต้องพิจารณาสนามบินใหม่ที่บ้านธิเพื่อจะกระจายความเจริญจากเชียงใหม่มายังเมืองรอง เช่น ลำปาง และลำพูน และควรพิจารณางบประมาณค่าก่อสร้างว่าสูงเกินจริงหรือไม่

เมื่อเราได้นายกฯ ใหม่ก็อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ไปด้วยค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้จาก www.khonthai4-0.net/ content_detail.php?id=466