หน้าแรก การเมือง ปดิพัทธ์ ปัดส...

ปดิพัทธ์ ปัดสมคบคิดก้าวไกล กอดเก้าอี้รองประธาน ขอเข้าพรรคมีอุดมการณ์เดียวกัน(มีคลิป)

29.09.23 | 12:10 น.

’ปดิพัทธ์‘ ยังไม่เคาะ สังกัดพรรคไหน แต่ขอมีอุดมการณ์เดียวกัน ยัน ไม่ใช่นอมินี ‘ก้าวไกล’ แน่นอน ชี้ ทุกคนมีสิทธิ์วิจารณ์ไม่สนสมคบคิดกอดตำแหน่งรองปธ.สภา

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 แถลงหลังพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีมติขับออกจากพรรค โดยได้อ่านแถลงการณ์ว่า หลังจากพิจารณาไตร่ตองอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบของการตัดสินใจของตนต่อการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงที่ตนได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนในวันที่เข้ามารับตำแหน่งรองประธานสภาฯ ตนจึงได้ตัดสินใจแจ้งกับคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลชุดใหม่ ว่า ประสงค์จะทำหน้าที่ต่อในฐานะรองประธานสภาฯ ซึ่งมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจ 3 ส่วนคือ

1.ตนต้องการใช้วาระที่เหลือของสภา ในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับการทำงานของสภาฯ ให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพสูง และเป็นของประชาชน โดยตนจะขับเคลื่อนให้สภาฯ มีการจัดเก็บ และเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานของสภาฯ ในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ เช่น สถานะร่างกฎหมาย ผลการลงมติ รายงานการประชุม ชวเลขการถาม-ตอบกระทู้สด งบประมาณสภาฯ การกำหนดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ การยกระดับระบบสืบค้นข้อมูลของเว็บไซต์สภาฯ การพัฒนาระบบตรวจจับใบหน้า เพื่อป้องกันการเสียบบัตรแทนกัน

นายปดิพัทธ์ ​กล่าวว่า ตนจะทำให้สภามีประสิทธิภาพ โดยขับเคลื่อนให้สภาฯ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ผ่านการออกนโยบาย ที่จะนำไปสู่การประหยัดต้นทุนด้านธุรการและความปลอดภัยในการเก็บเอกสาร รวมถึงการขับเคลื่อนให้สภาคำนึงถึงความยั่งยืนในการบริหารจัดการ ผ่านการส่งเสริมการผลิต และใช้พลังงานสะอาดในอาคารรัฐสภา และการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการในการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า รวมทั้งจะขับเคลื่อนให้สภายึดโยงกับประชาชนและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเมืองในระบบรัฐสภา ผ่านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชน การเปิดใช้พื้นที่รองรับกิจกรรมและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน การจัดสภาสัญจรเพื่อนำพากลไกสภาไปใกล้ชิดประชาชนทุกพื้นที่ และการตรวจรับสภาให้ไม่มีการทุจริตและการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม

Advertisement

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนต้องปฏิบัติหน้าที่รองประธานสภาฯอย่างเป็นกลางต่อทุกพรรคการเมือง และต่อประชาชนทุกชุดความคิด ไม่ว่าตนจะสังกัดพรรคใด ดังนั้น การที่ตนต้องเปลี่ยนพรรคต้นสังกัด จะไม่กระทบต่อการทำหน้าที่และแผนงานของตนในฐานะรองประธานสภาฯ ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่าพรรคก้าวไกล จะสามารถดูแลความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนชาวพิษณุโลกได้อย่างครบถ้วน เพราะที่ผ่านมา การทำหน้าที่รองประธานสภาฯของตน ทำให้จำเป็นต้องพัฒนาทีมงานพรรคก้าวไกลในจ.พิษณุโลก โดยเฉพาะพื้นที่ เขต 1 เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการประสานการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จึงมั่นใจว่า ทีมงานของพรรคก้าวไกลในจ.พิษณุโลก จะมีศักยภาพเต็มที่ในการทำงานดูแลพี่น้องประชาชนชาวพิษณุโลกเขต 1 ร่วมกับส.ส.ของพรรคก้าวไกล ขณะที่ตนก็ยังคงทำหน้าที่ ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 ควบคู่ไปกับบทบาทรองประธานสภาฯ ให้ดีที่สุด

“ผมน้อมรับมติของพรรคก้าวไกลที่ต้องการทำหน้าที่ “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” และตัดสินใจให้สมาชิกภาพของผมในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกลยุติลง จากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าผมจะไปสังกัดพรรคการเมืองใด ผมจะผลักดันการยกระดับการทำงานของสภาฯอย่างเต็มที่ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ ในฐานะรองประธานสภาฯที่เป็นกลางต่อทุกพรรค และรองประธานสภาณของพี่น้องประชาชนทุกคน” นายปดิพัทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า บรรยากาศในพรรคก้าวไกล ก่อนมีมติขับเมื่อวันที่ 28 กันยายนเป็นอย่างไรบ้าง และหลังจากนี้จะไปอยู่พรรคไหน นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า การตัดสินใจของพรรคกก. ไม่ได้เป็นการตัดสินใจในระยะสั้น เรามีการพูดคุยถึงทางเลือกต่างๆ ร่วมกันและการพูดคุยได้สิ้นสุดแล้ว เพราะตนได้มอบฉันทามติให้พรรคว่าน้อมรับมติของพรรค เพราะฉะนั้นหลังจากนี้จะเป็นการตัดสินใจของตนว่าตนจะไปอยู่พรรคไหน ซึ่งจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตน ไม่สามารถข้ามขั้ว ไม่สามารถที่จะไปอยู่กับพรรคการเมืองที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของตนได้ เพราะเราอยากเห็นการเมืองที่ดีที่ตรงไปตรงมาสร้างสรรค์ที่สนับสนุนระบบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน

เมื่อถามว่า ความรู้สึกตอนนี้ยังมีความเป็นพรรคก้าวไกลอยู่หรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ความรู้สึกมันก็ห้ามกันไม่ได้ แต่ด้วยพฤตินัยตนไม่ได้เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล ตั้งแต่รับหน้าที่รองประธานสภาฯแล้วเพราะฉะนั้นความรู้สึกของตนก็ถูกเตรียมการมาตั้งแต่ตอนนั้น

เมื่อถามย้ำว่า ในอนาคตหากเกิดการยุบสภา หรือครบวาระสภามีโอกาสที่จะกลับไปอยู่กับพรรคก้าวไกลอีกหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนั้นยังอีกนาน ช่วงเวลานี้ขอตัดสินใจให้ดีที่สุดก่อน

ต่อข้อถามว่า มีการเปรียบเทียบกับอดีต ส.ส. บางคนในพรรคก้าวไกล ในสมัยที่แล้ว ซึ่งมีการกระทำผิด แต่ไม่ได้มีการขับออก นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า เรื่องนี้ให้ทางสมาชิกพรรคฯและผู้สนับสนุพรรคฯตัดสินใจ ส่วนตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ได้

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าการที่ถูกขับออกครั้งนี้ เป็นการสมคบคิดกัน เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งของรองประธานสภาฯไว้ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ การที่ตนถูกขับออกครั้งนี้คิดว่าพรรคก้าวไกล ก็ตัดสินใจอย่างยากลำบาก และรอบคอบ หากถามว่าเป็นการการสมคบคิดเพื่อประโยชน์ของใครหรือไม่ คงไม่ใช่ แต่ด้วยข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ เราจำเป็นที่จะต้องหาทางที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้น และถ้าตนตัดสินใจยืนยันมติแบบนี้ ทางพรรคก้าวไกล ก็ไม่มีโอกาสที่จะเลือกทางอื่น

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพรรคเป็นธรรม(ปธ.)หรือพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)ในเรื่องการย้ายพรรคบ้างหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดกลคุยกันอย่างเป็นทางการ ส่วนการตัดสินใจว่าจะย้ายไปสังกัดพรรคไหนนั้นตนมีเวลาอยู่ 30 วัน เดี๋ยวค่อยๆคิด ตอนนี้ตนต้องการกลับไปที่พิษณุโลกก่อน ไปอยู่กับครอบครัว อยู่กับพื้นที่ และค่อยๆทำความเข้าใจ เรื่องของอนาคตทางการเมืองยังมีเวลาอยู่ 30 วัน

ต่อข้อถามว่า ในทางการเมืองได้มีการประเมินหรือไม่ว่า เมื่อออกจากพรรคก้าวไกลแล้วในพื้นที่อาจไม่ให้การยอมรับ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า ตรงนี้เราชี้แจงได้ เพราะเราพูดตรงไปตรงมาว่า ทำไปด้วยเหตุผลอะไรบ้าง การทำงานที่ผ่านมา และอนาคต จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ตนได้ทำตามที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนหรือไม่

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับในสภาฯ ในฐานะรองประธานสภาฯ หรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคชนะอันดับหนึ่งไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร หรือได้ประธานสภาฯ ถือเป็นเค้าลางของความไม่ปกติพอสมควร ซึ่งตนไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เชื่อว่าสส. ทุกคนเป็นมืออาชีพ เป็นผู้มีวุฒิภาวะ ฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นไปตามหลหลักการ ระเบียบข้อบังคับ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ตนจึงไม่ได้กังวลเรื่องเกมการเมืองหรือ การกดดันใดๆ

เมื่อถามว่า มีการกดดันจากส.ส.รัฐบาลหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ไม่มี มีแต่ให้กำลังใจให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ดี

ต่อข้อถามว่า มองกันว่าวิธีการแบบนี้เป็นการเมืองแบบเก่าที่พรรคก้าวไกลเคยกล่าวหาพรรคอื่นไว้ แต่กลับทำเอง นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคก้าวไกลเอง ตนไม่สามารถตอบแทนได้ ยืนยันว่าการตัดสินใจทุกอย่างต่อสาธารณะทุกคนมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามว่า หากไปอยู่พรรคอื่นอาจถูกมองว่าเป็นนอมินีของพรรคก้าวไกล เหมือนที่มีการกล่าวหาว่านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทย นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า แบบนี้จะไม่เป็นธรรมกับพรรคอื่นๆ ตนคิดว่าแต่ละพรรคก็มีนโยบาย มีศักดิ์ศรี มีผู้นำของตัวเอง และวันนี้ตนไม่ได้เเป็นผู้นำของพรรคใดเลย และตนจะเป็นสมาชิกพรรคไหนต้องให้เกียรติพรรคนั้นๆ ไม่มีการมองว่าเป็นพรรคนอมินีแน่

เมื่อถามว่า เมื่อต้องย้ายสังกัดทีมงานที่มาจากพรรคก้าวไกล จะต้องเปลี่ยนด้วยหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ต้องขอเวลาดูข้อกฎหมาย และดูความเหมาะสมในแต่ละตำแหน่ง แต่คิดว่าคงต้องมีการเปลี่ยนแปลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้นายปดิพัทธ์ จะแถลงที่รัฐสภาว่าน้อมรับมติพรรคก้าวไกลที่ขับออกจากสมาชิกพรรค และกลายเป็น ส.ส.พิษณุโลก ไร้สังกัด แต่พบว่านายปดิพัทธ์ยังได้ติดบัตรประจำตัว ส.ส.พิษณุโลก ในสังกัดพรรคก้าวไกลในช่วงการแถลงข่าวด้วย