‘หมออ๋อง’ภาพไม่ส่งให้พลิ้ว
ที่สุด “พรรคก้าวไกล” เลือกขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ “หมออ๋อง” ให้พ้นจากสมาชิกพรรค
ด้วยเหตุผลที่รู้กันว่า เพื่อใช้ช่องว่างของกฎหมายจัดการให้ “หัวหน้าพรรคก้าวไกล” ได้ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ขณะที่ยังรักษา “หมออ๋อง” ไว้ในเก้าอี้รองประธานสภาผู้แทน คนที่ 1 ได้
เรื่องนี้อาจจะมีข้ออ้างมากมายที่จะใช้อธิบายว่า “พรรคก้าวไกล” และ “หมออ๋อง” มีสิทธิทำให้ ทั้งเหตุผลทางกฎหมายและไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหาว่าพลิกแพลงเพื่อให้มีตำแหน่งโดยไม่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นการพูดรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ “หัวหน้าพรรคที่มีสมาชิกเป็นรองประธานสภา” จะเป็น “ผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้” ว่าเป็นความไม่เหมาะสมของตัวบทเอง
หรือการอธิบายถึงที่ “พรรคก้าวไกล” ถูกกระทำด้วยกติกาที่ถูกออกแบบไว้ผิดเพี้ยน จนแม้จะได้รับเลือกตั้งมามากที่สุดแต่ถูกกีดกันไม่ให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือกระทั่งไม่ให้ร่วมรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นธรรม
การให้เหตุผลเช่นนั้น แน่นอนว่าแม้มีคนไม่เห็นด้วยไม่น้อย แต่ย่อมมีคนบางคนเห็นดีเห็นงามตาม เพราะไม่รู้สึกว่าการเมืองจะต้องเล่นอย่างแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา
เมื่อพรรคก้าวไกลถูกกติกาทำให้เบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์ของประชาชน ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ลีลาทางการเมืองตีความกติกาพลิ้วไปจากความตรงไปตรงมานั้น
โดยเปิดทางให้ “หมออ๋อง” ไปเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านพรรคอื่น เพื่อรักษาเก้าอี้ “รองประธานสภา” ไว้ ด้วยข้ออ้างว่ามีเจตนาให้ตำแหน่งนี้ตามที่แถลงไว้คือ
“ต้องการใช้วาระที่เหลือของสภา ในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพสูง และเป็นของประชาชน”
นั่นเป็นเรื่องราวที่ประกาศ ครั้งแรกในการแสดงวิชั่นเพื่อเชิญชวนสมาชิกให้เลือก และอีกครั้งในวันที่พรรคลงมติขับจากพรรคเพื่อรักษาตำแหน่งไว้โดยให้ไปใส่เสื้อคลุมพรรคอื่น
หากแต่การตัดสินใจเช่นนั้นของพรรคก้าวไกลมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งที่จะทำให้ถูกมองว่า ในที่สุดแล้ว “ไม่ต่างจากพรรคอื่น” ยังอาศัยการเล่นเกมเพื่อรักษาอำนาจและตำแหน่ง ไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่สร้างภาพให้กับการทำงานของพรรค
แน่นอนว่าข้อกล่าวหานี้จะไม่มีน้ำหนักมากนัก หากหลังจากนั่งเก้าอี้ “รองประธานสภา” จะทำให้เห็นภาพว่าเดินหน้าทำในสิ่งที่ประกาศไว้อย่างจริงจังให้เห็นรูปธรรม หรือแสดงออกในทางให้สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว
ทว่าที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของ “หมออ๋อง” กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความมุ่งมั่นนั้น
เรื่องราวที่เป็นข่าวความเคลื่อนไหวของ “หมออ๋อง” ในความรับรู้ของสาธารณะแบบไม่เกี่ยวกับงานหลักในหน้าที่ “รองประธานสภา” ในภารกิจที่ประกาศไว้
ไม่ว่าจะเป็นการถูกโฟกัสจับผิดเรื่อง “การโชว์ดื่มเบียร์เพื่อสนับสนุนเครื่องดื่มพื้นบ้าน-เลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านรัฐสภา-ใส่เสื้อผ้าที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม-เบิกงบดูงานสิงคโปร์ และอื่นๆ”
แม้จะมีเหตุผลมากมายในมุมของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ใช่เป็นคะแนนสะสมให้เกิดภาพความมุ่งมั่นสร้างคุณภาพสภาผู้แทนฯอย่างที่ประกาศไว้
เมื่อคำที่พูดกับสิ่งที่ทำ เป็นเรื่องไปคนละทาง
คะแนนสะสมเพื่อให้เกิดความเชื่อถือว่ามุ่งมั่นอย่างที่พูดจริงจึงไม่เกิดขึ้น
และนั่นจึงตามมากับการไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุน ให้พลิ้วจาก “ความตรงไปตรงมา” ตามภาพ ส.ส.ที่พรรคก้าวไกลพยายามสร้างให้เห็น
การ์ตอง

