หมายเหตุ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Next Chapter ประเทศไทย” ในงานสัมมนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต” จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่แกรนด์ฮอลล์ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต) เมื่อวันที่ 29 กันยายน
ปัญหาสังคม ความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค และความไม่เท่าเทียม สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากและอาจจะเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด เป็นภารกิจใหญ่ของรัฐบาล เป็นปัญหาที่ใหญ่มีหลายๆ มิติ อาจจะทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ผมจะไม่เคลมว่ารัฐบาลนี้มี total absolute solution ที่ให้ทุกท่านฟังแล้วมีความสบายใจ แต่เราเริ่มกันด้วยเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้เราก็มีการวางโรดแมปไว้แล้วบ้างแม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะต้องทำต่อไป
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการแก้กฎกติกาของการอยู่กันอย่างมีสันติ เป็นเรื่องของภาคส่วนหนึ่งที่ต้องจัดการกันไป ผมว่าเรามีส่วนทุกคนในการร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาเพราะไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนมีส่วนในการที่ทำให้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นมา เรื่องของการที่เราต้องอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่ง ตรงนี้คนจนก็จนมาก คนรวยก็รวยมาก ถ้าเกิดต้องการให้รัฐบาลออกเป็นมาตรการ เป็นคำสั่งการออกมาที่จะมาแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าปัญหาไม่ถูกแก้ไขหรอก ผมเชื่อว่าเรารู้กันอยู่แล้วว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมในทุกมิติ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ก็ต้องช่วยกันซัพพอร์ต ออกความเห็นในทิศทางที่เชิงบวก ถ้าเกิดเห็นด้วยแต่มีข้อแม้บ้างก็ขอให้เสนอออกมาในทิศทางที่เป็นประโยชน์
ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา หรืออาจจะยาวกว่านั้น ส่วนตัวผมเองขอพูดในฐานะคนไทยแล้วกันว่าเมื่อมีความเห็นต่าง เมื่อเรามีความไม่พอใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะพูดจากันด้วยภาษาที่รับฟังกันได้อย่างสบายหู มีสีหน้าที่ดูแล้วมีมิตรภาพบนความเห็นต่าง แต่ปัจจุบันนี้เรื่องของการให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียเยอะ มีการใช้คำพูดที่บาดหัวใจ ฟังแล้วก็สะอื้นได้พอสมควรเหมือนกัน
เรามีวิธีการสื่อสารกันได้หลายวิธี ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อ 2-3 ปีนี้ มันเกิดมานานแล้ว หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าการที่ใช้ภาษาที่รุนแรง ชัดเจน อาจจะเป็นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ผมอาจจะขอให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แล้วก็หันเข้าหากันใช้ภาษาที่อาจจะใช้คำพูดที่ยาวนิดหนึ่ง
ผมเองเป็นคนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ถ้าคนรู้จักผม ผมเป็นคนพูดน้อยแล้วก็ให้ได้ใจความ แต่ว่ามายืนอยู่ตรงนี้ ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น ผมอาจจะพูดมาเป็นเหมือนคอนเซ็ปต์ หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ ขอยกตัวอย่างแล้วกัน ไม่ได้ไปว่าใคร หรือต้องการจะไปตอบโต้กับใครทั้งสิ้น เรื่องการที่เราใช้คำว่า ปฏิรูป สังคายนา ล้างบาง ผมยกตัวอย่าง ผมว่าทุกๆ คนก็มีความภูมิใจในองค์กรของตัวเอง แต่ว่าการที่เราใช้คำพูดที่รุนแรง วิธีการที่ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่ชัดเจน เป็นการแก้ไขปัญหาหรือเปล่า หรือการแก้ปัญหามันอยู่ที่การกระทำไม่ได้อยู่ที่การพูด ผมเชื่อว่าอยู่ที่อันหลัง มันอยู่ที่การกระทำมันอยู่ที่วิธีการในการทำ
ผมเชื่อว่า ทุกท่านในที่นี้อาจจะรวมถึงตัวผมเองอาจจะเป็นส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ แต่ไม่สายเกินไปหรอกครับ เราลองมาช่วยเยียวยาสังคมให้มันดีขึ้นจากการกระทำของพวกเราเองทุกคน
ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ทุกคนเข้าใจดี ดูได้จากประเทศเพื่อนบ้าน อัตราการเติบโตของของ GDP โตกว่าเรากว่า 2 เท่า ประเทศไทยประสบปัญหามาเหมือนกับเขาอยู่ในช่วงที่จะฟื้นตัวจากโควิด รัฐบาลใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาถึงจุดตรงนี้ได้ เราพยายามที่จะเข็นนโยบายดีๆ ปัญหาเศรษฐกิจพี่น้องเดือดร้อนกันเยอะมาก ถ้าไม่เยียวยาหรือบริหารจัดการกันไปจะเรียกว่าประชานิยม หรือท่านจะเรียกว่านโยบายหาเสียงอะไรก็ได้ แต่ว่ามีอีกหลายสิบล้านคนที่เดือดร้อนอยู่กับปัญหาปัจจุบัน
รัฐบาลนี้มาเพื่อประชาชน อะไรที่เราทำได้เราทำก่อน ลดค่าไฟต่อยูนิตจาก 4 บาทกลางๆ ไปเป็น 4.10 บาท อีกอาทิตย์หนึ่งก็ลงไปอยู่ 3.99 บาท ไม่ใช่ว่าไม่ได้ไตร่ตรอง แต่เราไตร่ตรองแล้วว่าถ้าเกิดมันทำได้เราทำไปก่อนดีกว่า ประกาศไปก่อน ให้ความมั่นใจ ให้ความสบายใจ แล้วถ้าเกิดทำได้เราก็จะทำต่อไป และพยายามทำต่อไปอีก
เรื่องของการพักหนี้เกษตรกรที่ทำไปเมื่อ 2 วันก่อนนี้ เป็นนโยบายหนึ่ง หลายๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ขอบอกไว้ว่าเขาเดือดร้อนมาก เราพักหนี้กันไป 13 หนภายใน 9 ปี แล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เชื่อว่าคำถามที่ทุกท่านมีก็อยู่ในใจผมเหมือนกัน คือ ถ้าเกิดพักแล้ว พักอีก พักต่อไป แล้วมันต้องพักอีกหรือเปล่า ก็เป็นปัญหาที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ ต้องพักอีก แต่ความจำเป็นในการที่จะต้องพักเดี๋ยวนี้ เพราะเขาเดือดร้อนมาก ไม่สามารถมีขวัญและกำลังใจที่จะลุกขึ้นไปทำงานต่อได้ การที่เราพักหนี้จะทำให้มีขวัญและกำลังใจในการที่จะไปทำงานต่อ ทำให้นโยบายของรัฐบาลนำเขาไปสู่ขบวนการฟื้นฟู ได้ อาทิ การใช้การตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยการตลาดนำ คือ การที่รัฐบาลนี้จะไปเปิดตลาดใหม่ๆ เพราะมีหลายตลาดที่เรายังด้อยกว่าประเทศอื่น ตะวันออกกลาง หรือที่แอฟริกา ไม่มีความมั่นคงทางอาหารเลย เปรียบเทียบกับประเทศเราความมั่นคงทางอาหารสูงมาก
เราเองให้ความสำคัญกับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อียู ถ้าเกิดเราไปเปิดตลาดตรงนี้ให้เยอะขึ้นจะทำให้ demand for goods ของเราเยอะขึ้น จะทำให้ราคาดีขึ้น รายได้ของพี่น้องเกษตรกรจะดีขึ้น นวัตกรรมที่จะนำมาใส่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทดสอบหน้าดิน การให้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของพืชผลนั้นๆ เรื่องของระบบชลประทานที่จะดีกว่าที่เราจะนำเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร
ผมก็คิดว่าและก็หวังว่า คงจะเป็นการแก้ปัญหาในเชิงบูรณาการแล้วก็แก้ปัญหาระยะยาว ทำให้เราจะมีการทำเรื่องพักหนี้สินของเกษตรกรน้อยลง ผมใช้คำว่าน้อยลง เพราะว่าเป็นที่น่าเสียใจว่าจริงๆ แล้วอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่ต้องพึ่งกับดินฟ้าอากาศเยอะ อาจจะมีบางโอกาสที่เราอาจจะต้องมีการทำอย่างนี้บ้าง
ส่วนอีกปัญหาหนึ่ง หลายๆ ท่านก็มีคำถามอยู่ในใจถึงเรื่องของจำนำ ประกัน หรือจ้างผลิต จะใช้วาทกรรมอะไรก็ตาม รัฐบาลนี้จะมีหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเราไม่มีความประสงค์ที่จะมี เราใช้การตลาดนำนวัตกรรมเสริม ยกเว้นแต่มีภัยพิบัติอย่างร้ายแรงที่ต้องช่วยเหลือจุนเจือพี่น้องเกษตรกร ตรงนี้ตระหนักดีว่าเป็นอะไรที่เราไม่ควรจะทำ แล้วก็คงไม่พูดถึงรัฐบาลก่อนๆ แต่จะไม่ทำถ้าเกิดไม่มีภัยพิบัติ อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ ไม่ท่วมไม่แล้ง เป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องการบริหารจัดการน้ำเรามีอยู่ 4 ส่วน คือ 1.การบริโภค คือ กิน ดื่ม ใช้ ส่วนนี้ไม่มีปัญหา 2.การรักษาระบบนิเวศ ไม่มีปัญหา 3.การใช้ภาคอุตสาหกรรม ได้รับรายงานมาว่าไม่มีปัญหา แต่ผมกังวลใจอยู่บ้าง และ 4.เกษตรกรรม ทุกภาคส่วนเห็นด้วยว่ามีปัญหาแน่นอน ปีนี้ฝนตกช้าและตกน้อย ฝนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นการตกหลังเขื่อน แต่ยังมีความหวังว่าต้องพึ่งดินฟ้าอากาศว่าหน้าฝนนี้จะขยายระยะเวลาให้ยาวกว่าที่เป็นปัจจุบัน จะได้เก็บน้ำในเขื่อนได้เยอะขึ้น ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำในส่วนภาคอุตสาหกรรมต้องทำได้ดีกว่านี้ ให้ความมั่นใจกับภาคธุรกิจได้มากกว่านี้ ได้พูดคุยกับเพื่อนนักธุรกิจที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เยอะทางภาคตะวันออก ถ้าเราไม่บริหารจัดการให้ดีกว่านี้ น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมจะขาดแคลนภายในเดือนเมษายนปี 2567 แต่เป็นที่น่ายินดีว่ากรมชลประทานก็ตระหนักดี เริ่มมีการผันน้ำเข้ามาทำให้เริ่มมีความหวัง
ตอนที่เรากำลังจะไปขยายตลาด ตอนที่จะไปเชื้อเชิญให้นักลงทุนมาลงทุนที่ประเทศไทยเยอะขึ้น เราไม่สามารถจะอัฟฟอร์ดได้ว่า มี negative news ออกไปว่าประเทศเราขาดแคลนน้ำ ใครเขาจะมาลงทุน อุตสาหกรรม ต้องการน้ำเป็นปัจจัยสำคัญเพราะฉะนั้นได้สั่งการไปที่กรมชลประทานแล้วว่า เป็นปัญหาที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับการเกษตรกรรมทั้งหมด
วันนี้ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศ และพร้อมยกระดับการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ โดยเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทั้งอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า รวมถึงสนามบิน และพยายามพัฒนาเมืองรองให้เป็นที่ต้องการลงทุนของชาวต่างชาติ แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนด้วย รัฐจะเป็นพระเอกคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยเอกชนในการลงมือทำด้วย
เรื่องที่ได้มีการเดินทางไปต่างประเทศ พยายามจะบอกว่า ไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เป็นเรื่องของการบริหารความคาดหวังระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ไม่อยากจะบอกว่าไปประเทศไหนก่อน บังเอิญตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ไม่ได้ไปเจอแค่ผู้นำสหรัฐ ไปเจอผู้นำหลายๆ ประเทศ ผมเชื่อว่าเป็นการประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าประเทศไทยเปิดแล้วสำหรับการทำธุรกิจกับทุกๆ ประเทศ เราจะมีผู้นำ เราจะมีคณะรัฐบาลที่เดินทางออกไปเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้ากับทุกๆ ประเทศจะให้ความสำคัญในการทำ FTA หรือสนธิสัญญาการค้าให้ aggressive มากยิ่งขึ้น เหตุผลหนึ่งที่เราแพ้เวียดนาม ไม่ใช่เรื่องค่าแรงที่จะขึ้น เป็นเรื่องของ FTA ที่มีน้อยกว่า เราไม่ได้ออกไปประกาศว่าจะเปิดประเทศครั้งใหญ่ ไม่ได้นำเอกชน ไม่ได้นำองค์กรรัฐที่ให้การสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนในการที่จะไปโฆษณา
หลายๆ บริษัทก็ให้ความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ เทสลา หรือกูเกิล 3-4 บริษัท บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ๆ นี้จะลงทุนครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ การธุรกรรมต่อเนื่องก็จะมีมาอีก เป็นอะไรที่คาดหวังอย่างสูงว่าจะเกิดขึ้น และคุยต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าจับมือเจ๊าะแจ๊ะแล้วจบ ซึ่งการประชุมเอเปคที่เมืองซานฟรานซิสโกในเดือนพฤศจิกายน ก็นัดหมายกันแล้วว่าจะไปพูดคุยต่อ เป็นความหวังลึกๆ ของรัฐบาลจะมีการตกลงกันได้ในขั้นพื้นฐานกับหลายบริษัท เป็นนิมิตหมายอันดี แล้วก็พร้อมสำหรับยกระดับการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเราไม่สามารถพึ่งการเจริญเติบโตของ GDP ได้จากภาคเกษตรอย่างเดียว
ต้องไปเชื้อเชิญเขามาลงทุน ต้องให้ความมั่นใจว่าเรามีแพคเกจในการสนับสนุนให้เขาลงทุนอย่างดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมว่าการมาลงทุนก็ต้องมีการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติด้วย มันมี Technical Know-How ต้องอิมพอร์ตเข้ามา ฉะนั้น การที่เขาเข้ามาอยู่ วิธีการที่จะทำธุรกิจ หรือการได้รับวีซ่าก็ต้องได้รับการสนับสนุนที่ดี ฝากไว้ด้วยแล้วกันว่าถ้าเกิดท่านมีคู่ค้าต่างประเทศให้บอกด้วยว่าไม่ใช่ประเทศไทยมีแค่ ภูเขา ทะเล วัฒนธรรม อาหารอร่อย ค่าครองชีพที่ถูก เรามี international school ถ้าเกิดท่านย้ายไปต่างประเทศก็มีความประสงค์ให้บุตรและธิดาได้เรียนหนังสือดีๆ เรามีระบบการดูแลรักษาสุขภาพระดับโลก หลายโรงพยาบาลที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาโดยเฉพาะเพื่อมารักษา เหล่านี้เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน
อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญเมื่อมีชาวต่างชาติมาลงทุน คือ เรื่อง Infrastructure ต้องขอบคุณบริษัทเทเลคอม–เทคโนโลยี ทั้งหลายทำให้เรื่องอินเตอร์เน็ตของเราดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้เขามองตรงนี้แล้วมีความมั่นคงในเรื่องของอะไรหลายๆ อย่าง แต่เราก็ยังไม่เพอร์เฟ็กต์อยู่ดี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องมีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรื่องของสนามบินก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้นความเจริญก็จะกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ ปัจจุบันนี้ slot ที่เครื่องบินเข้ามาจอดได้ก็เกือบเต็มแล้ว ต้องขยายกันอย่างมาก เราพูดกันถึง ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่หลายสิบล้านคน ต้องเน้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวก็เป็นแค่ประเด็นหนึ่ง เราต้องการเน้นระยะเวลาในการอยู่ เราต้องเน้น spending per head มากกว่าที่หลายๆ ท่านปรารถนา ฉะนั้นการให้เข้ามาแค่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ต้องพัฒนาเมืองรองให้มีที่ต้องการของชาวต่างประเทศ
ไม่ใช่เป็นภาระของกระทรวงท่องเที่ยวอย่างเดียว กระทรวงคมนาคมเองต้องทำให้ยกระดับการของการท่าอากาศยานขึ้นมาในหลายๆ จังหวัดให้รองรับเครื่องบินได้มากขึ้น บินเข้าออกตอนกลางคืนได้มากยิ่งขึ้น กระทรวงวัฒนธรรมก็ต้องทำงานใกล้ชิดยกระดับหลายๆ เมืองที่มีวัฒนธรรมที่ดีให้เป็นเมืองมรดกโลกดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา
นอกจากการลงทุนต่างประเทศแล้ว tourism industry จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างดีแล้วก็กระจายไปในทั่วทุกๆ จังหวัดได้ ตรงนี้ก็เป็นความปรารถนาที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว เราต้องพัฒนากันอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับ infrastructure development ให้เหนือกว่าคู่แข่ง ปัจจุบันนี้ อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งแหล่งเงินทุนของเรา ผู้นำเขาก็ออกไปค้าขายอย่างมาก เราเองก็ต้องสู้ ต้องพัฒนา
ผมเทหมดหน้าตักที่จะมาบริหารจัดการประเทศ ที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ยิ่งออกต่างประเทศไปค้าขายมากขนาดไหน ก็ต้องลงพื้นที่ต่างจังหวัดมากขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เจอปัญหาแล้วคือน้ำท่วม เดี๋ยวอีก 6 เดือนก็เจอปัญหาเรื่องน้ำแล้งอีก ต้องแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการในเรื่องของการลงทุนทางด้าน infrastructure
เรื่องของไม่ท่วม ไม่แล้ง เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง สำคัญมากกว่าการลงทุนรถไฟความเร็วสูงอีก ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไป เรื่องไม่ท่วมไม่แล้งจะช่วย GDP ของประเทศไทย ไม่ใช่ไฮเทคอะไรที่ต้องไปอิมพอร์ต เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มา เป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะให้ความสำคัญ ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารสูง ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ แล้วก็จะเป็นแหล่งที่เราจะสามารถส่งอาหารออกไปค้าขายกับต่างประเทศได้
Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งพูดกันหลายหน เรื่องของบาลานซ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก แต่เรามีความภาคภูมิใจในเอกราชที่เรามีมาโดยตลอด จะไม่เลือกไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องมีความเป็นกลางควบคู่กันไปกับภาวะของการที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เราได้เปรียบในบางเรื่อง เช่น ตำแหน่งที่ตั้งภูมิศาสตร์เป็นที่หมายมั่นปั้นมือของทุกๆ ประเทศ ต้องบริหารจัดการตรงนี้ให้ดีๆ
ต้องไม่ลืมด้วยว่ายังมีมหาอำนาจอย่างประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงที่สูงที่สุดในประเทศไทย ญี่ปุ่นมีความกังวลเรื่องตลาดรถอีวี ว่าจะเข้ามาแล้วทำให้เขาเสียเปรียบในแง่ของเชิงธุรกิจ เขาอาจจะช้าไปนิดหนึ่งสำหรับเรื่องอีวี ผมจะเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมนี้ ผมยืนยันกับท่านเจ้าหน้าที่
บีโอไอว่ารัฐบาลนี้ไม่ลืมต้นน้ำ ไม่ลืมพระคุณที่รัฐบาลญี่ปุ่นหรือเอกชนญี่ปุ่นช่วยเหลือเรามาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เมืองไทยเคยเป็น Detroit of Asia มีอู่ประกอบรถยนต์สันดาปเยอะมาก แม้เราจะสนับสนุนทางด้านอีวีต่อไป แต่การเทคแคร์ธุรกิจเดิมๆ ยังต้องดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตามทีรถสันดาปก็ต้องมีต่อไปอีกประมาณ 10-15 ปี ทำอย่างไรที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมนี้อยู่ต่อไปได้
มี Supply Chain ที่เยอะมากในประเทศไทย ถ้าอยู่ดีๆ หายไปหรือไม่ได้รับการสนับสนุน พี่น้องประชาชนคนไทยที่ทำงานอยูในภาคอุตสาหกรรมนี้ก็จะเดือดร้อน รัฐบาลคำนึงถึงเรื่องนี้ มีการเสนอไป ผมก็พูดคุยอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปถึงเดือนธันวาคมว่า จะคุยกับสมาคมยานยนต์แล้วก็พูดกันเรื่องจะทำยังไงให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง อาจจะดูย้อนแย้งนิดหนึ่ง ศูนย์กลางของช่วงสุดท้ายของการผลิตรถยนต์สันดาป อาจจะมีการให้อินเซนทีฟบางประการ ให้ย้ายฐานผลิตเข้ามาผลิตที่นี่เพื่อส่งออกไป ทำให้ซับพลายเชนของรถยนต์สันดาปมีอนาคตยาวต่อไปได้อีก ทำให้ช่วงเวลาที่เขาจะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมมาพูดวันนี้
จึงอยากชวนภาคเอกชนร่วมโรดโชว์ช่วยกันดึงนักลงทุนจากต่างประเทศมาร่วมลงทุนในประเทศไทยที่เราได้เปิดประเทศครั้งใหญ่แล้ว

