ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รับรางวัลระดับโลก ‘ดิ อัลบี้’ สาขาผู้ปกป้อง ปชต. คนดังฮอลลีวู้ดร่วมยินดี ตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์กินใจ เบื้องหลังสยามเมืองยิ้ม กับดวงตาที่แสวงหาความยุติธรรม
ภายหลังจากที่เมื่อต้นเดือนกันยายน มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice) ประกาศรางวัล “ดิ อัลบี้” (The Albies) ประจำปี 2023 ในสาขาต่างๆ โดยมีชื่อของ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลในสาขา ผู้ปกป้องประชาธิปไตย (JUSTICE FOR DEMOCRACY DEFENDERS)
โดย มูลนิธิคลูนีย์ ระบุในเว็บไซต์ว่า มอบรางวัลให้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จากการทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นักกิจกรรม ผู้สื่อข่าว และนักเรียนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสันติหลายพันคน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่หอสมุดประชาชนนิวยอร์ก (New York Public Library) ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม ได้จัดพิธีรับรางวัล “ดิ อัลบี้” ประจำปี 2023 ขึ้น โดยมี น.ส.ภาวิณี ชุมศรี และ น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ สองทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมเดินพรมเข้าร่วมงาน
ขณะเดียวกัน แมตต์ เดมอน (Matt Damon), เอมิลี่ บลันท์ (Emily Blunt), เมอรีล สตรีป (Meryl Streep), แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway), และสการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ได้ร่วมแสดงความยินดีกับ ‘ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ ในฐานะผู้รับรางวัล ‘ดิ อัลบี้’ สาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย ประจำปี 2023 ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพิธีรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ตัวแทนจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ที่ยังมีประชาชนหลายพันคนถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้บอกเล่าเรื่องราวของทนายอานนท์ นำภา และเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีเกือบ 300 คน ในจำนวนนี้ ลูกความที่อายุน้อยที่สุดคือเด็กอายุ 12 ปี
โดยมีใจความว่า
“เรียนทุกท่าน
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณอมาล คุณจอร์จ มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม และทุกๆ ท่านที่มาร่วมงานในคืนนี้ เพื่อมอบพื้นที่ให้เราได้เล่าเรื่องงานของเราและสถานการณ์ในเมืองไทย ในห้วงแห่งความมืดมน ทุกท่านเป็นดั่งแสงอาทิตย์ที่ทำให้วันอันยากเข็ญของเราสว่างไสวขึ้นและโดดเดี่ยวน้อยลง
หลายท่านคงเคยไปเยี่ยมเยียนประเทศไทยแล้ว ดินแดน “สยามเมืองยิ้ม” หาดสวย อาหารอร่อย
ทุกวันเราใช้ชีวิตกับรอยยิ้มที่สวยงาม แต่เรามีดวงตาที่แสวงเสาะหาความยุติธรรม เราหัวเราะกันมากเพียงเพื่อให้รู้สึกมีพลัง ในขณะที่ผู้มีอำนาจมักต้องการให้เรารู้สึกอ่อนแอ
ท่านทราบหรือไม่ว่าในประเทศไทย การพูดถึงราชวงศ์หรือเรียกร้องการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตยนั้นอาจถูกจำคุกได้ เหตุการณ์ที่ดูเหลือเชื่อเหล่านี้ล้วนคือความจริงของเรา
ดิฉันขอเริ่มด้วยการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนรักและเพื่อนร่วมงานที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทนายอานนท์ นำภา ผู้ที่ถูกจำคุกอยู่ ณ ขณะนี้ เพราะเขาถูกดำเนินคดีจากการปราศรัยทางการเมืองและการประท้วงโดยสันติ
เขาถูกส่งเข้าเรือนจำไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ การกระทำนี้ถือเป็นอาชญากรรมอันที่มีโทษจำคุกได้สูงสุด 15 ปี
ทนายอานนท์เป็นพ่อของลูกชายอายุสิบเดือนและลูกสาวตัวน้อย
มีครั้งหนึ่งที่ทนายอานนท์ออกจากเรือนจำเพื่อถูกนำตัวไปศาล เขาเดินเข้าศาลเท้าเปล่า ในชุดนักโทษสีน้ำตาล
เขาหันมาถามเราว่า “ครุยทนายผมอยู่ไหน”
จากนั้นเขาก็สวมครุยนั้นทับชุดนักโทษ และทำหน้าที่ทนายของเขาต่อไป เพื่อปกป้องสิทธิของนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ที่ถูกดำเนินคดีร่วมกัน จากการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ
เมื่อรัฐใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ทนายจึงต้องยืนหยัดต่อสู้กับความรุนแรงนี้ เพื่อปกป้องนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตย
ทว่าแม้ประชาธิปไตยของไทยจะถดถอยไปมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว
เราได้เห็นคลื่นลูกใหม่ของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พวกเขาชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน เยาวชนจำนวนมากเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ หลายคนเสียสละมหาศาลให้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีเยาวชนเกือบ 300 คนถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายที่กดขี่ เพียงเพราะพวกเขาต่อสู้เพื่อต้องการอนาคตที่ดีกว่า ลูกความที่เด็กที่สุดของเรามีอายุเพียง 12 ปี เขาถูกจับกุมในที่ชุมนุม ทั้ง ๆ ที่เขาเพียงขี่จักรยานจากบ้านเพื่อไปสังเกตการณ์เท่านั้น
เราพร่ำกล่าวว่าเยาวชนคืออนาคตของชาติ แต่ประเทศไทยกลับกระชากอนาคตของเยาวชน ออกไปจากมือพวกเขา
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนคงไม่มีวันนี้ หากคนไทยไม่ได้ลุกขึ้นมาสู้กับรัฐเผด็จการที่ซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้ง ในสถาบันตุลาการ ในกฎหมาย และในรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหาร
เรายังต้องเดินทางกันไปอีกไกลเพื่อไปให้ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง
การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนั้นไม่เคยง่าย
แต่เวลาย่ำรุ่งจะมาถึงเสมอ
การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าอยู่ในมือของเราเอง
เราจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าความหวังจะกลายเป็นความจริง
เรายังต้องการความรักและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกท่าน
โปรดอย่าลืมนึกถึงพวกเราและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย
ขอบคุณค่ะ”
ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


