หน้าแรก การเมือง พล.ท.นันทเดช ...

พล.ท.นันทเดช ยัน 14 ตุลา ม็อบบริสุทธิ์ ย้อนฉากวางกติกาอาชีวะ ‘เก็บอาวุธไว้กุฎิพระ’

2.10.23 | 22:07 น.

พล.ท.นันทเดช ยัน 14 ตุลา ม็อบบริสุทธิ์ ย้อนฉากวางกติกาอาชีวะ ‘เก็บอาวุธไว้กุฎิพระ’

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) องค์การนักศึกษา สภานักศึกษา พรรคตะวันใหม่ ชมรมรัฐศาสตร์ ชมรมนิติศาสตร์ ชมรมปาฐกถาและโต้วาที กลุ่มศึกษาประชาธิปไตยและการเมือง และเครือข่ายกิจกรรมนักศึกษาชมรมกลุ่มซุ้มต่างๆ ใน ม.รามคำแหง ร่วมจัดงานเสวนา “50 ปี 14 ตุลา มหาวิทยาลัย : ที่(ไม่)มีคำตอบ”

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

บรรยากาศเวลา 13.30 น. วิทยากรผู้อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เเละคณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ ล้อมวงเสวนาบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียน นำโดย ผศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ ม.รังสิต อดีตอาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง และอดีตนักศึกษา ม.ราม 1 ใน 13 กบฎรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ 14 ตุลา, พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยเเห่งชาติ (ศรภ.) และ ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ อาจารย์กลุ่มวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ดำเนินรายการโดย อาจารย์ภักคนันต์ เลื่องปัญญาวงศ์ กลุ่มวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ท่ามกลางนักศึกษาเข้าร่วมฟังเสวนา เรียนรู้เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย ล้นห้องประชุม

Advertisement

ในตอนหนึ่ง พล.ท.นันทเดช อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศรภ. ชี้ให้เห็นภาพเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่ามีจุดที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองไทยทุกอย่าง ทั้งระบอบการเมือง และทหาร ในช่วงนั้น ตนติดยศร้อยตรีใหม่ๆ ซึ่งการจบจาก ม.ธรรมศาสตร์ สามารถไปเป็นตำรวจได้ แต่เมื่อเข้าไปก็มีปัญหาบางอย่างกับระบบของตำรวจ จึงออกมาสมัครเป็นทหาร ตนอยู่ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ตั้งแต่การก่อตัว จนกระทั่งถึงเหตุการณ์

“ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มีบริบทสำคัญหลายเรื่องที่ควรรู้ มันมีบริบทซับซ้อน ทั้งตัวคนและปัจจัยทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของนิสิต นักศึกษา” พล.ท.นันทเดชกล่าว

จากนั้น พล.ท.นันทเดช นำเข้าไปสู่สาเหตุของเหตุการณ์สำคัญ โดยอธิบายว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ทั่วโลกประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลปรีดี พนมยงค์ กู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาผยุงเศรษฐกิจ ซึ่งช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำมักจะเกิดการคอร์รัปชั่นรุนแรง เหมือนการเกิด โจรเสือใบ เสือดำ ขึ้น

“โจรส่วนหนึ่งก็คือเสรีไทย สามารถใช้อาวุธของสหรัฐ ได้ รวมถึงอาวุธที่ญี่ปุ่นทิ้งค้างในในส่งครามโลกครั้งที่ 2  วิกฤตเศรษฐกิจ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งคอมมิวนิสต์เติบโตได้ เพราะประชาชนในชาติยากจน” พล.ท.นันทเดชชี้

พล.ท.นันทเดชระบุว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว คือการที่ขอให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ใน 6 เดือน แต่รัฐบาลเงียบ จึงเป็นสิ่งที่ยังคั่งค้างในใจ พร้อมยังเผยในมุมมองของฝ่ายความมั่งคงว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ถือว่าเป็นการชุมนุมที่บริสุทธิ์ ไม่มีแผนจัดตั้ง เหมือนสมัย 6 ตุลาฯ

“ทันทีที่กบฎต่อต้านรัฐธรรมนูญ 13 คน ถูกจับกุม ก็มีการแจ้งข่าวมาที่ อมธ. ตอนนั้นผมนั่งอยู่กับ เต๋อ เรวัติ พุทธินันทน์ นั่งคุยที่ตีนกระได  สมคิด สิงสง วิ่งมาบอกว่าได้รับแจ้งว่ามีการถูกจับ ประกาศคัดค้านแล้ว แต่ไม่มีกำลังพลเคลื่อนไหว เพราะเกษตร จุฬาฯ ติดสอบหมด ธรรมศาสตร์จะสอบในไม่กี่วันข้างหน้า จากที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นัดดูหนัง ก็เลิกดู วิ่งกลับมาขอตังค์เต๋อ เสกสรรค์ไปคว้าเก้าอี้มานั่งพูด หน้าตึกเศรษฐศาสตร์ หน้าลานโพธิ์ อย่างมากสุด 15 คนที่มาฟัง พอเริ่มวันที่ 2 ก็วางแผนปิดประตูห้องสอบทั้งหมด โดยเอากาวผสมปูนปาสเตอร์ อัดเข้าไปในช่องกุญแจ เพื่อไม่ให้เข้าห้องสอบได้ จนอธิการบดีบอก ไม่สอบก็ไม่ต้องสอบ

ในที่สุดการชุมนุมก็เกิดขึ้น นักศึกษาก็มาร่วมชุมนุม มหาลัยที่ทำให้การชุมนุมไม่ฝ่อ มี 4-5 มหาลัย ที่แรกๆ คือ มศว ประสานมิตร, รามคำแหงมาต่อชีวิตให้การชุมนุม 18 คันรถ เหมือนเป็นแรงดึง จากนั้น เกษตร จุฬาก็มา วันที่ 8-9 เริ่มติด คนเต็มสนามฟุตบอล วันที่ 9-10 เริ่มวางแผนที่จะออกนอกมหาลัย แล้วมีกลุ่มอาชีวะเข้ามาช่วย มีกติกากับอาชีวะ ให้เก็บอาวุธไว้ที่กุฎิพระก่อน

เมื่อขบวนเริ่มออกเดินทาง เป็นการต่อรองกับรัฐบาล โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ตอนนั้นคนร่วมขบวนลามจากสนามหลวง ไปสะพานผ่านฟ้า ตอนเคลื่อนขบวนออกมีการร้องเพลงดังมากที่สุดในโลก ไปตั้งกองบัญชาการที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทาง กอ.รมน. ต่อรองให้กรรมการศูนย์ ยอมรับเงื่อนไข มีการติดต่อใกล้ชิดกับ จอมพลถนอม กิตติขจร กับกรรมการศูนย์หลายคน จึงเกิดปฏิกิริยา นักศึกษาแพทย์ประมาณ 20 คน ขึ้นไปพูดว่า มีการสลายชุมนุมแน่ในวันนี้ จึงไปร้องเพลงหน้าวัด ตำรวจชะงัก ไม่กล้าทำอะไร

เป็นเหตุการณ์ ที่ฝ่ายทหารการเมือง จงใจให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เสกสรรค์ สลบเพราะอยู่บนเวที พูดเกือบ 3-4 วัน วันที่ 15 เกิดการปะทะกันรุนแรงตลอดแนวสนามหลวง นักศึกษาถอยไปรวมที่ รพ.ศิริราชหมด ส่วนที่สถานีตำรวจนางเลิ้ง อาชีวะก็เผากับตำรวจอยู่ ตรงนี้เกิดกลุ่มใหม่ ลูกจีนรักชาติ มากัน 200 คน พร้อมอาวุธครบมือ แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษา ไม่ได้มีแผน พัฒนาไปตามเหตุการณ์” พล.ท.นันทเดช กล่าว

ในช่วงท้าย พล.ท.นันทเดช ชี้ว่า สิ่งที่เป็นความผิดพลาดในประวัติศาสตร์ คือไม่เอาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน

“มันเป็นการก้าวผิดพลาดของนักศึกษา เหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นครั้งแรก ไม่ใช่ 2475 ที่ตอบสนองความต้องการของคนบางกลุ่ม ฉะนั้น ประชาธิปไตยใน 14 ตุลาฯ สวยงามมาก แต่ถูกทำให้พังลงใน 3 ปี โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ประวัติศาสตร์มีหลากหลาย เราควรอ่านหนังสือหลายๆ เล่ม” พล.ท.นันทเดช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวว่า ในฐานะคนที่เกิดไม่ทัน ถ้าเทียบกันในเชิงวิชาการ คนที่อยู่ในเหตุการณ์เรียกว่าหลักฐานชั้นต้น แต่ตนพูดในฐานะหลักฐานชั้นรอง จากบทเรียนที่ได้ศึกษามาในช่วง 14 ตุลาคม 2516 -6 ตุลาคม 2519 จนกระทั่งปัจจุบัน มีม็อบส้ม พบว่าการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมือง ค่อนข้างซับซ้อน ทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้าง อุมดมการณ์ของประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญที่ยาวนาน ระบอบเผด็จการ และองค์กรนักศึกษาคนที่ร่วมเคลื่อนไหว ไม่ใช่เหตุการณ์ขาว-ดำแบบ ประชาชนสู้กับทหาร พระเอกกับผู้ร้าย เพราะแม้แต่ทหารเองยังไม่เป็นเอกภาพ การตัดสินใจพลาดบ้าง เกิดขึ้นทุกยุคสมัย

ตนเตรียมมา 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ความรับรู้ส่วนตัวต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2 .ความเข้าใจที่มีต่อเหตุการณ์ในฐานะนักวิชาการ ที่ควรเอาฝั่งตรงข้ามมาคุยกัน เพราะเราไม่ได้หาพระเอก-ผู้ร้าย 3. บทบาทการจัดตั้งองค์กรนักศึกษา ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง

ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นแรกในความรับรู้ส่วนตัว คิดว่าถ้าคนที่ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ ส่วนใหญ่มักจะแยกไม่ออกระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 ข้อสังเกตอีกประการคือ คิดว่าในรอบ 10-20 ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่คนจะมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม มากกว่า 14 ตุลา อาจจะด้วยปัจจัยที่ 14 ตุลาฯ เป็นประวัตศาสตร์ของชัยชนะ ในขณะที่ 6 ตุลา เป็นภาพประวัติศาสตร์บาดแผล จึงมีการตัดตอนมาผลิตซ้ำ ให้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณของทหาร 14 ตุลายังแรงขนาดนี้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อินเนอร์จะแรงขนาดไหน นอกจากนั้นในแง่ของสถานที่ มักจะจัดที่ ม.ธรรมศาสตร์ มากกว่าที่มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ทำให้ภาพไม่ได้ถูกขยายออกไปในสังคม

ส่วนที่ 2 ตนมองว่าการเกิดขึ้นของเหตุการณ์หนี่ง เกิดจากหลายปัจจัย ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ต่างประเทศ จุดที่สำคัญมากที่สุดคือบริบทของสงครามเย็น ในขณะที่ไทยก็มีสงครามทางอุดมการณ์ เรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์เสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 การทำความเข้าใจบริบทยุคสงครามเย็นจะทำให้เราเข้าใจว่าเหตุใด เหตการณ์จึงเดินไปทางนั้น นอกจากนี้คือ บริบททางการเมืองภายใน

ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ ชี้ด้วยว่า บทบาทในการจัดองค์กรของนักศึกษา มีความสำคัญมาก บางทีเกิดการปฏิวัติ บางทีไม่เกิด ปัจจัยคือการจัดตั้งองค์กรนักศึกษาในยุคนั้น ก่อนเปลี่ยนจากยุคสายลมแสงแดด เป็นทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคม

นอกจากนี้ ยังมองว่า การที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีอิมแพ็คมาก เพราะมาจากนายกสโมสรนักศึกษา มีความน่าเชื่อถือ มาจากการเลือกตั้ง เป็นอิมแพคอีกอย่างที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ซึ่ง คุณชัยธวัช ตุลาธน และคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เคยทำ สนนท. มาก่อน

“ผมเกิดมากับปี 49 ถึงผูกตัวเองกับกระบวนการเสื้อแดง แต่พอมีอายุมากขึ้น เจออาจารย์ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง มีทั้งดีและไม่ดี เราควรจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ความเป็นเผด็จการประชาธิปไตย ไม่ใช่อยู่แค่ในรัฐบาล แต่อยู่ในระดับรอบตัวเรา” ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว