สรุปข่าว – ‘เศรษฐา’ ลั่นปั๊ม ศก.โต 5% พุ่ง 4 ปีติด ปั้นสู่ ปท.รายได้สูง สั่งการบ้าน 5 ข้อเร่งงบปี’67 พณ.ลดแหลกล้านรายการ
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้นำเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายกฯกล่าวมอบนโยบายว่า ขอมอบนโยบายและกรอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเริ่มที่การฟื้นฟูรายได้ จะเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในต้นปี 2567 จะมีเงินอัดฉีดเข้าไปในเศรษฐกิจ ด้วยกรอบประมาณ 560,000 ล้านบาท ด้วยนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายนี้จะแตกต่างจากการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านมา ครั้งนี้เงิน 560,000 ล้านบาท ที่เข้าไปกระตุ้นดีมานด์ (Demand) และจะขับเคลื่อนฝั่งซัพพลาย (Supply) หรืออุปทานให้โตขึ้น ก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งที่ได้รับคืนมาคือภาษีที่กลับคืนสู่ภาครัฐ ทำให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเศรษฐกิจนี้ระยะเวลา 6 เดือน
“ไม่ต้องห่วงครับ ได้ใช้แน่นอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แต่นี่เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เดี๋ยวจะขอพูดในระยะยาวว่ารัฐบาลมีมาตรการอย่างไรให้เศรษฐกิจโตได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายชัดเจน ด้านเศรษฐกิจคือการทำให้จีดีพีของประเทศโตเฉลี่ย 5% ตลอด 4 ปีนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานพิจารณาประเด็นทั้งกรอบความสำคัญทั้ง 5 ข้อ ได้แก่ 1.ทำงบประมาณตามนโยบายที่สัญญากับประชาชน 2.ทำอย่างบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน 3.ทำอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาวินัยการเงินการคลัง 4.ทำอย่างมีตัวชี้วัดและเป้าหมาย 5.ทำให้ครบทุกแหล่งเงินทุน และยึดวินัยการเงินการคลัง และขอให้จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายในวันที่ 6 ตุลาคมนี้” นายกฯกล่าว
ที่กระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า อาทิ นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า รวมถึงตัวแทนธุรกิจอีกหลายคนร่วมประชุม ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า กระทรวงได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล (ควิกวิน) ในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยดึงผู้ประกอบการ 288 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิตสินค้า ของกินของใช้จำเป็น รวม 88 ราย ผู้จำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ห้างท้องถิ่น และห้างขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและอุปกรณ์ช่าง รวม 83 ราย ผู้ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการรถยนต์ และบริษัทขนส่งสินค้า/พัสดุ รวม 110 ราย แพลตฟอร์ม 7 ราย ปรับลดราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งสิ้น 151,676 รายการ และแต่ละแพลตฟอร์มแจกโค้ดส่วนลดใช้สั่งอาหารและซื้อสินค้าออนไลน์ รวม 1,012,000 รายการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-31 ธันวาคมนี้
“การปรับลดราคาสินค้าและบริการจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย หลังลดราคาสินค้าช่วง 3 เดือนนี้จะมีการทบทวนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายภูมิธรรมกล่าว

