‘ภูมิธรรม’เปิดโรดแมปแก้รธน.
คิกออฟสร้างกติกาสู่‘ปชต.’
หมายเหตุ – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติและแนวทางร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 256/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม
ภูมิธรรม เวชยชัย
ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติและแนวทางร่างรัฐธรรมนูญ
การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ สรรหาบุคคลร่วมเป็นกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ในการเชิญบุคคลเข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งได้จำนวน 35 คน และในวันเดียวกันนี้ ได้นำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่256/2566 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบด้วย 1.นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน 2.นายชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นรองประธาน คนที่ 1 3.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน คนที่ 2 4.นายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา และเป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการทำรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 เป็นกรรมการและโฆษกคณะกรรมการ 5.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม 6.นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี
7.พล.อ.ชัชวาลย์ ขำเกษม อดีตเจ้ากรมเสมียนตรา 8.นายยุทธพร อิสรชัย 9.นายไพบูลย์ นิติตะวัน จากพรรคพลังประชารัฐ 10.นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย 11.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา 12.นายประวิช รัตนเพียร อดีต 13.นายนพดล ปัทมะ 14.พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 15.พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตัวแทนจาก ก.ตร. 16.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 17.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 18.นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ 19.นายวิรัตน์ วรศสิริน จากพรรคเสรีรวมไทย 20.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ จากพรรคไทยสร้างไทย 21.นายธนกร วังบุญคงชนะ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ 22.นายเดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ 23.นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย 24.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ จากพรรคชาติพัฒนากล้า 25.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ 26.นายชาติพงษ์ จีระพันธุ์ อดีตรองอัยการสูงสุด 27.นายชนะโรจน์ เทียนธนะวัฒน์ 28.นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี 29.นายวัฒนา เตียงกูล
30.นายธงชัย ไวยบุญญา 31.น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ จากพรรคเพื่อไทย 32.ผู้แทนจากพรรคก้าวไกล 33.นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ 34.นายนภดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 35.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
สำหรับการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการชุดนี้จะมีขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อวางกรอบทำงาน และพบปะพูดคุยกับทุกภาคส่วน โดยภายใน 3-4 เดือน น่าจะได้ข้อสรุปกระบวนการทำงาน ทั้งวิธีการ และแนวทางในการทำประชามติต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มทำประชามติได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2567
ส่วนการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังยึดหลักการว่าต้องไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงต้องทำให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และจะดำเนินการให้เสร็จภายในเวลา 3-4 ปี ที่เป็นรัฐบาล รวมทั้งทำกฎหมายลูกให้เสร็จพร้อมกัน แม้รายชื่อกรรมการดังกล่าวทั้ง 35 คนนี้ ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่หลังจากนี้จะมอบคณะกรรมการแต่ละคน ไปประชุมร่วมกับตัวแทนกลุ่มวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมมากที่สุด โดยจะเชิญตัวแทนองค์การมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มเกษตรกร สมาคมวิชาชีพสื่อและจะเชิญตัวแทนพรรคขนาดเล็ก มาพูดคุยภายหลัง
ยืนยันเราเปิดรับฟังทุกอย่าง ยกเว้นแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 และอยากให้แต่ละฝ่ายเสนอความเห็นมากที่สุด และจะต้องทำให้เสร็จ ภายในเวลา 3-4 ปี และพยายามทำให้เสร็จเร็วที่สุด โดยการทำประชามติจะยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญต้องผ่านความเห็นชอบด้วย
⦁มีตัวแทนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มาร่วมหรือไม่
ได้เชิญแล้ว และจะมีเวทีไปรับฟังความเห็น ใน 3 ประเด็นคำถาม คือ 1.กระบวนการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรทำแบบใด เช่น ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ 2.หากมีกระบวนการจัดทำประชามติ เพื่อจัดทำธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องทำประชามติกี่ครั้ง เพื่อลดงบประมาณในการดำเนินการ ยกตัวอย่าง ถ้าดูเร็วๆ อาจทำ 4-5 ครั้ง แต่หากปรับให้เหลือทำ 2 ครั้ง จะใช้งบ 5,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และ 3.คำถามในการทำประชามติครั้งแรก ควรจะเป็นอย่างไร จะให้ครอบคลุมแค่ไหน ส่วนการทำประชามติครั้งแรก จะได้ข้อสรุปเมื่อใดนั้น ต้องดูที่สถานการณ์ เพราะสถานการณ์เปลี่ยน ในขณะที่พยายามสลายความขัดแย้ง ให้สังคมยอมรับไม่เกิดความขัดแย้งใหม่
⦁การศึกษาของไอลอว์ ที่เคยยื่นกับพรรคเพื่อไทย (พท.) จะนำมาปรับใช้ด้วยหรือไม่
ตั้งใจเชิญไอลอว์ เข้าร่วม แต่เมื่อเขาไม่อยากมาเป็นตัวแทนแสตมป์รับรองให้ โดยจะขอดูอยู่ภายนอกเราก็ยอมรับ และไม่ขัดข้อง ส่วนเอกสารที่ยื่นมานั้นจะนำไปพิจารณาต่อไป
⦁จะเขียนป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขถูกฉีกได้อย่างไร
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับพยายามป้องกันไม่ให้ถูกฉีก แต่การถูกฉีกหรือไม่นั้น เป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ให้ประชาชนตื่นตัวรับรู้ เพราะการเกิดรัฐประหาร คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็น เมื่อรัฐประหาร จะทำให้กลไกอำนาจต่างๆ ไปรวมศูนย์ และไม่สร้างประโยชน์เท่าที่ควร โดยการรัฐประหารครั้งล่าสุดนำประเทศไปสู่ความล้มเหลว จึงต้องสร้างระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีสำนึกมากขึ้น เพราะจะทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้ยาก
⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 256/2566
เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
โดยที่การแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เป็นนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2566 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาพส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2566 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน ในการออกกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ตลอดจนสอดคล้องกับ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
1.องค์ประกอบ
1.นายภูมิธรรม เวชยชัย ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติและแนวทางร่างรัฐธรรมนูญ 2.นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง 3.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง 4.นายนิกร จำนง เป็นกรรมการและโฆษกคณะ 5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 6.นายพิชิต ชื่นบาน เป็นตัวแทนที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 7.พล.อ.ชัชวาลย์ ขำเกษม 8.พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา 9.พล.ต.อ.วินัย ทองสอง 10.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 11.นายศุภชัย ใจสมุทร 12.นายวิรัตน์ วรศสิริน 13.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 14.นายวิเชียร ชุบไธสง 15.นายวัฒนา เตียงกูล 16.นายยุทธพร อิสรชัย 17.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 18.นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย 19.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา 20.นายประวิช รัตนเพียร 21.นายนพดล ปัทมะ 22.นายธนกร วังบุญคงชนะ 23.นายธงชัย ไวยบุญญา 24. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 25.นายเดชอิศม์ ขาวทอง 26.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ 27.นายชาติพงษ์ จีระพันธุ 28.นายชนะโรจน์
เทียนธนะวัฒน์ 29.นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี 30.น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 31.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ 32.ผู้แทนพรรคก้าวไกล 33.ปลัดสำนักนายกฯ เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ 34.นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา 33.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
2.หน้าที่และอำนาจ
2.1 พิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วนในการออกกฎ กติกา ที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ตลอดจนสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา เพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่มากขึ้น และประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นไปตามคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2566
2.2 ให้คณะกรรมการมีอำนาจเชิญผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเห็น หรือส่งเอกสาร หลักฐานใดๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
2.3 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ หรือดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ตามความจำเป็น
2.4 ให้คณะกรรมการรายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรี
3.การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้เป็นตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 หรือ ตามระเบียบทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2566
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

