เดินหน้าชน : ปั๊มประชากร

4.10.23 | 12:29 น.

1 ตุลาคมของทุกปี ข้าราชการเมื่อมีอายุครบ 60 ปี รวมไปถึงคนทำงานภาคเอกชนส่วนใหญ่วัยเดียวกัน จะได้เวลาพักผ่อนหลังทำงานกันมาครึ่งค่อนชีวิต เข้ามาเติมในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ 

ความก้าวหน้าด้านการแพทย์ทำให้มนุษย์อายุยืนยาวมากขึ้น ในแง่สังคมนับว่าน่ายินดีที่คนเฒ่าคนแก่จะได้อยู่เป็นมิ่งขวัญลูกหลานไปนานๆ

แต่สิ่งที่กำลังเป็นปัญหากับหลายประเทศทั่้วโลกรวมถึงไทย คือความไม่สมดุลของเด็กเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่งผลในอนาคตประชากรวัยทำงานถดถอย

นักประชากรศาสตร์ประเมินว่า ภายในปี 2593 หรือ 30ปีหลังจากนี้ สัดส่วนคนอายุมากกว่า 65 ปี ต่อคนอายุ 0-4 ขวบ จะอยู่ที่ 2 : 1  

ประเทศไทยจากเป้าหมายจะมีเด็กเกิดใหม่ในปีนี้ 7 แสนคน สถานการณ์จริงเชื่อว่าน่าจะต่ำกว่า 5 แสนคน 

Advertisement

สาเหตุที่คนรุ่นใหม่วัยทำงานปัจจุบันตัดสินใจไม่มีลูกหรือมีน้อยลง อาจมาจากวิถีชีวิต ทัศนคติ ต้องการอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น มีความหลากหลายทางเพศ ค่าครองชีพสูงขึ้นขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทัน 

ประเมินกันว่าค่าใช้จ่ายการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรีในสถาบันการศึกษาของรัฐสูงถึงประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อคน หรือคิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรในปี 2565 

แต่ถ้าเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ปัญหาเด็กเกิดน้อยกลายเป็นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงถี่ขึ้น เพราะมีผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น กำลังซื้อและการบริโภคลดลง จำนวนแรงงานลดลง ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของไทยลดลง ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง งบประมาณสำหรับนำไปพัฒนาประเทศหรือเพื่อดูแลสวัสดิการกลุ่มเปราะบางก็หดหายไปด้วย  

หลายประเทศเจอสถานการณ์เดียวกันนี้รับมืออย่างไร

เกาหลีใต้และญี่ปุ่นประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยที่สุดในโลก มีนโยบายที่คล้ายกัน คือ เพิ่มศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่มีมาตรฐาน ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของแม่ทั้งในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด 

เกาหลีใต้กำหนดกติกาให้นายจ้างลดชั่วโมงการทำงานต่อวันลง 2 ชั่วโมงสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงแรกและใกล้คลอด ให้สิทธิลาเลี้ยงลูกโดยไม่รับเงินเดือนได้ถึง 1 ปี สามารถแบ่งลาเป็นช่วงได้จนเด็กอายุถึง 8 ปี 

ญี่ปุ่นให้ลาได้ 6 สัปดาห์ก่อนคลอด และ 8 สัปดาห์หลังคลอด บริการให้คำปรึกษาและสอนพ่อให้มีบทบาทในการช่วยเลี้ยงดูลูก ช่วยลดความเครียดของพ่อแม่มือใหม่ได้

สิงคโปร์ให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กเกิดใหม่ทุกคน หรือเบบี้โบนัส จำนวน 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 200,000 บาท ต่อเด็ก 1 คน และเพิ่มขึ้นในลักษณะขั้นบันไดสูงสุดถึง 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 250,000 บาทสำหรับลูกคนที่สาม โดยทยอยจ่ายเงินในช่วง 6 ปีแรกเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ส่วนรายจ่ายในการเลี้ยงดูลูกสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้ ตั้งแต่ 5-15% สูงสุด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

สำหรับประเทศไทย จำได้ว่าในช่วง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เข้ารับตำแห่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขใหม่ๆ หนึ่งในนโยบาย คือ การให้ความสำคัญปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราเด็กเกิดใหม่น้อยลงจากอัตราเกิดที่เหมาะสมคือ 2.1 คนต่อประชากร 100,000 คน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 1.6 คนต่อประชากร 100,000 คน หรือ 1 ปีมีจำนวนการเกิดน้อยกว่า 50,000-60,000 คน ทำให้โครงสร้างประชากรบิดเบี้ยว 

ยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ

ก็ต้องขอทวงถามนโยบายนี้ได้ลงหลักปักฐานคืบหน้าอย่างไร 

เพราะไม่เพียงเด็กเกิดขึ้นจะมีโอกาสลืมตาดูโลกเพิ่มขึ้น คนใกล้วัยชราอย่างผู้เขียนก็อยากเห็นนโยบายเป็นรูปธรรมเช่นกัน

สัญญา รัตนสร้อย