‘นายกฯ’ ปลุกนักลงทุนดึงต่างชาติเข้าไทย ประกาศ 3 เดือนน้ำท่วมน้ำแล้งต้องดีขึ้น

4.10.23 | 15:48 น.

“นายกฯ” ปลุกนักลงทุนดึงต่างชาติเข้าไทย ประกาศเป็นเซลแมนประเทศ ตั้งเป้า 3 เดือนน้ำท่วมน้ำแล้งต้องดีขึ้น ดันรายได้เกษตรกรโต 3 เท่าใน 4 ปี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้องแมกโนเลีย บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษงาน Thailand Economic Outlook 2024 : Change the Future Today หัวข้อ Empowering Economy the Big Change ตอนหนึ่งว่า แม้ตนเองจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็อยากให้มองว่าเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง เป็นเซลส์แมน ขายสินค้าดีๆ ของประเทศ ขายความเชื่อมั่น ที่นักลงทุนจะให้กับประเทศไทยให้ได้ เป็นหน้าที่หลักที่ตนได้รับมอบหมายให้นำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายให้ได้ พร้อมยอมรับว่า เคลื่อนยนต์เศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนได้ช้ามาก ภาคเกษตรกรรมของไทย เป็นภาคส่วนที่น่าสงสารที่สุด เพราะรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง และสาเหตุที่รัฐบาลต้องมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร ก็เพราะยังมีปัญหาสภาพแวดล้อม ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แม้จะมีเงินชดเชยภัยพิบัติ ก็มั่นใจว่า เกษตรกรไม่ได้ต้องการ และต้องการมีรายได้ให้มากกว่าเงินชดเชยที่ได้รับ

3เดือนน้ำท่วมน้ำแล้งดีขึ้น

ดังนั้นหากประเทศไทยไม่ท่วมไม่แล้ง เศรษฐกิจไทยจะไปได้ไกลมาก ดังนั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำทั้งระบบ เพราะหากรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสูง เงินลงทุนจะไหลออกนอกประเทศหมด แต่หากรัฐบาลลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เงินลงทุนก็จะอยู่ในประเทศ โดยเป็นการลงทุนน้อย ใช้เพียงความใส่ใจ และแผนบูรณาการอย่างครอบคลุม ซึ่งจะทำให้จีดีพีประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร โดยไม่ต้องชดเชยภัยพิบัติใดๆ ดังนั้น รัฐบาลจึงขอเวลาระยะหนึ่ง และตรหนักดีในเรื่องดังกล่าว ซึ่งปลายสัปดาห์นี้ ก็เตรียมลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ น้ำ และจะหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมั่นใจว่า ภายใน 3 เดือนนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำว่า มีเสาหลักสำคัญ 4 เสา ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งน้ำเพื่ออุตสาหกรรมนี้ ยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และต้อใส่ใจให้มากกว่านี้ ซึ่งรัฐบาล ได้เชิญนักธุรกิจ ที่มีแผนจะมาลงทุนในประเทศไทยมาพูดคุย เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลในการจัดการน้ำสำหรับภาคส่วนการผลิต หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนในเรื่องน้ำได้ ก็จะเป็นปัญหาต่อการดึงดูดนักลงทุน ดังนั้น รัฐบาลยืนยัน และจะทำให้ได้ เพราะตนเองได้เดินทางไปต่างประเทศ ติดต่อกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล เทสล่า และไมโครชิปอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 ล้านบาท รัฐบาลก็คาดหวังให้บริษัทเหล่านี้ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้สูงขึ้น ทำให้จีดีพีของประเทศสูงขึ้น ยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้สูงขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมา ประเทศคู่แข่งขันของไทย

ทลายกำแพงกฎหมายอุปสรรคลงทุน

Advertisement

นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องกฎหมาย ที่มีความเยิ่นเย้อ ซับซ้อน ไม่เอื้อให้เกิดการทำธุรกิจที่ตรงไปตรงมา แต่รัฐบาล ก็มีความจริงใจที่จะเแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะหลายบริษัทดังกล่าว ที่ตนเองไปพบเจอ มีหลักการเจรจาที่เป็นสากล แต่หลักการของประเทศไทย ยังไม่เป็นสากล ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทลายกำแพงเหล่านี้ เพื่อเปิดประตูการแข่งขันอย่างเต็มที่ และเป็นภารกิจใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องเป็นหัวหอกสำคัญ ควบคู่กับกระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ในการติดต่อเจรจาความร่วมมือการค้า เพื่อเปิดประตูการค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น เอกอัครราชทูตไทยในตางประเทศ ต้องพบหากับนักลงทุน และเอกชนมากขึ้น รวมถึงรัฐบาล ต้องไม่กลัวต่อการเจรจา เพื่อให้ทุกคนเป็นทีมไทยแลนด์ สร้างความมั่นใจกับนักลงทุน ช่วยกันเจรจา เพื่อเป็นบริบทใหม่ของการทำงานรัฐบาลนี้

“ทุกครั้งที่ผมไปต่างประเทศ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญ ผมก็อยากเชื้อเชิญให้หลายภาคส่วน เดินทางร่วมกับคณะเพื่อดึงดูดนักลงทุน ยกระดับภาคอุตสาหกรรม และความมั่นใจที่ทั่วโลกมีต่อประเทศไทย อยากขอร้องให้นักลงทุน และนักการเงินไทย เพิ่มความทะเยอทยาน และมีความมั่นใจกับ Next Step ของประเทศไทย และหลายหน่วยงานรัฐ จะต้องพัฒนา และปรับปรุงการทำงาน”

ดันไทยฮับลงทุน

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่มีความแข่งแกร็งมากที่สุดในภูมิภาค ดังนั้น ประเทศไทย จึงจะต้องเป็นศูนย์กลาง นำบริษัทต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย และพบปะกับเวทีต่างชาติมากขึ้น เพื่อส่งสัญญาณว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่เหมาะสมแก่การลงทุน ดังนั้น หลังจากนี้ การนำเสนอประเทศไทย จะต้องไม่นำแค่บริษัทไป Road Show แต่จะต้องนำประเทศไป Road Show ทั้งยุโรป อเมริกา และทั่วทุกภูมิภาค เพื่อนำเสนอต่อนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ตั้งเป้าดันรายได้เกษตรเพิ่ม 3 เท่าใน4ปี 

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงความจำเป็นในนโยบายพักหนี้เกษตร ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 13 ครั้งในรอบ 9 ปี และล่าสุดเป็นครั้งที่ 14 ว่า เพราะเกษตรกร มีความเดือดร้อน และเพื่อให้เกษตรกร มีกำลังใจในการเดินต่อ เพราะภาคการเกษตร เป็นภาคส่วนที่น่าสงสาร เพราะมีรายได้ต่ำ องค์ความรู้น้อย หากไม่จำเป็นจริง ๆ หรือมีวิกฤต จะไม่มีนโยบายประกัน จำนำ หรือจ้างผลิต แต่จะเสริมให้เกษตรกร มีรายได้สุทธิของเกษตรกรโตขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปีของอายุรัฐบาลชุดนี้ ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การเปิดตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น จะต้องสนับสนุนองค์ความรู้ที่ดี เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรกรไทย เพื่อให้รายได้สุทธิเกษตรกรสูงขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความเห็นใจต่อภาคการประมงไทย ทั้งที่ประเทศไทย เคยเป็นเจ้าสมุทร เคยมีการส่งออกปีละกว่า 350,000 ล้านบาท ว่า ปัจจุบันต้องนำเข้า 150,000 ล้านบาท และไปกลับกว่า 500,000 ล้านบาท จังหวัดที่มีชายฝั่ง เรือประมงจอดเป็นซากจำนวนมาก เพราะมีปัญหาเรื่องกฎหมาย IUU ของสหภาพยุโรป แต่ประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องยินยอมทั้งหมด และการต่อรองของนักธุรกิจ สามารถต่อรองได้ เพื่อให้เรือประมงสามารถกลับมาเดินเรือต่อได้ เพื่อให้ประเทศไทย มีความมั่นคงทางอาหาร แม้จะมีข้อกังวลว่า อ่าวไทยจำนวนสัตว์น้ำลดลง แต่ก็ไม่จำเป็นจำกัดพื้นที่เฉพาะอ่าวไทย เพราะน่านน้ำอินโดนีเซีย ก็สามารถทำการประมงได้ เพราะมีข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน และทรัพยากรพร้อม แต่ชาวประมงไทย และอุปกรณ์ของชาวประมงไทย ยังไม่มีความพร้อม ดังนั้น รัฐบาลก็พร้อมไปเจรจา และเปิดตลาดให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตลาดการส่งสัตว์น้ำของไทยไปสหภาพยุโรปนั้น มีเพียง 8% แต่กลับมีข้อตกลงกฎเกณฑ์ต่างๆ มากกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนดมา จึงจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขในรายละเอียด ให้ภาคประมงของไทย สามารถกลับมาผงาดได้อีกครั้ง

ส่งเสริมพลังงานสะอาด

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพลังงานสะอาด หรือ Green Energy ว่า เป็นเรื่องสำคัญ และจะต้องมีการพัฒนาให้เกิดขึ้นในประเทศอีกมาก เพราะต่างชาติให้ความสำคัญต่อพลังงานสะอาด และมีความเห็นร่วมกัน เพราะสถาบันการเงินบางแห่ง ไม่ให้ความช่วยเหลือบริษัทที่ใช้พลังงานแบบดั้งเดิมในอดีต ดังนั้น รัฐบาล จะต้องพัฒนา และสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศ เพื่อให้เป็นประเทศเป้าหมายสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ โดยยอมรับว่า เป็นโจทย์ที่ยาก เพราะก็จะต้องให้ความช่วยเหลือบริษัทที่ยังคงใช้พลังงานดั้งเดิมภายในประเทศด้วย เพราะถือเป็นต้นน้ำในอดีตที่ช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในอดีต

สำหรับภาคท่องเที่ยว การจัดนิทรรศการ หรืองานระดับโลกนั้น นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่า ประเทศไทยมีความพร้อมมาก แม้จะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย หรือข้อบังคับต่างๆ ที่กระทบต่อการท่องเที่ยว เช่น สถานบันเทิงที่ไม่สามารถเปิดบริการได้ถึงเที่ยงคืน แต่ก็มีการลักลอบเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว ก็จะต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถเพียงพอกับการแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวของประเทศอื่นๆ เช่น การขยายเวลาเปิดบริการ ควบคู่กับการปรับระบบภาษีต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมแล้ว สำหรับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว นอกเหนือจากการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เป็นจุดหมายปองของต่างชาติ โดยยอมรับว่า หลายนโยบายมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่ก็ขอให้มีการนำเสนอทั้ง 2 ด้าน ตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์

นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันถึงการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ว่า ทุกคนสามารถทำได้ เพื่อให้ความเสมอภาคในทุกๆ ด้าน และมีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพ เลือกเพศสภาพ และมีสิทธิทางความคิด เพราะทั่วโลกให้การยอมรับแล้ว ดังนั้น ประเทศไทย จึงจะต้องพัฒนาต่อไป เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน และเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาความแตกแยกสังคมไทยในระยะยาวได้ เพราะคนแต่ละช่วงวัย ก็มีความเชื่อต่างกัน แต่หากมีการพูดคุยกันด้วยเหตุผล แม้จะเห็นต่างกันบ้าง แต่หากมีความเข้าใจกันได้ ก็สามารถพูดคุยกันได้ พร้อมแสดงความกังวลถึงการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีความพร้อมทางสังคม จะต้องคำนึงถึงบุคคลที่ขาดแคลน หรือมีน้อยกว่า และดูแลจิตใจซึ่งกันแลกัน ดังนั้น จึงควรจะต้องคิดก่อนพูด คิดก่อนโพสต์ และแสดงตัวตน เพื่อให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข และขอให้นักลงทุนไทย มีส่วนร่วมใน Next Chepter ของประเทศไทย เพราะขณะนี้ ประเทศไทยเปิดแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป