‘เด็จพี่’ เตือนก้าวไกลระวังตายหมู่ แนะ ‘รองอ๋อง’ ลาออกคนเดียว รักษาพรรคไว้ดีกว่า
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่ประสงค์จะอยู่ในตำแหน่งต่อ โดยยอมให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นว่า เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นจากการเลือกนายปดิพัทธ์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากขณะนั้นพรรค ก.ก.เป็นแกนนำในการรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น เจตจำนงของ ส.ส.ที่เลือกให้นายปดิพัทธ์ดำรงตำแหน่งรองประธานสภา ก็เพื่อเป็นรองประธานสภา ในฟากฝั่งของรัฐบาล แต่เมื่อข้อเท็จจริงพรรค ก.ก.เปลี่ยนสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้าน และเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด เมื่อหัวหน้าพรรค ก.ก.ต้องการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก็ต้องให้นายปดิพัทธ์ ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 วรรคหนึ่ง อันเป็นไปตามหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า การที่นายปดิพัทธ์จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยไปสังกัดพรรคฝ่ายค้านอื่น เห็นว่าเป็นการหลีกเลี่ยงและสมยอมกันของพรรค ก.ก. และนายปดิพัทธ์เพื่อต้องการให้คนของตนได้ทั้งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานสภาคนที่ 1 ซึ่งการกระทำดังกล่าวน่าจะเป็นการกระทำที่ผิดไปจากเจตจำนงของ ส.ส.ที่เลือกนายปดิพัทธ์และขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อดูจากกระบวนการการมีมติให้นายปดิพัทธ์พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว ยิ่งชัดเจนว่า การให้นายปดิพัทธ์ พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคมิได้เกิดจากการทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้พรรคต้องมีมติขับนายปดิพัทธ์ออกจากการเป็นสมาชิกแต่อย่างใด โดยดูจากแถลงการณ์ของพรรค ก.ก.ยิ่งเห็นถึงกระบวนการว่าเป็นไปโดยไม่ชอบ เนื่องจากในการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ของพรรค ก.ก. ไม่ได้มีการกล่าวโทษ สอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงใดๆ ของคณะกรรมการจริยธรรมของพรรคเลย เพียงแต่เชิญนายปดิพัทธ์มาพูดคุยภายหลัง
“เมื่อนายปดิพัทธ์แสดงเจตนาว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ที่ประชุมร่วมก็มีมติให้นายปดิพัทธ์พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที ผมจึงเห็นว่าเจตนาของนายปดิพัทธ์ คณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ของพรรคก้าวไกลน่าจะมีปัญหาเรื่องความสุจริตและมีปัญหาเรื่องการฝ่าฝืนจริยธรรมได้ ส่วนการกระทำของพรรคก้าวไกลเองก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) อันเป็นการกระทำเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้ที่ถูกกระทำมาก่อน จึงออกมาเตือนด้วยเจตนาที่ดีต่อพรรค ก.ก. เพราะเห็นว่าเคยอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันมา รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนกับดักเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ หากนายปดิพัทธ์ยังจะดึงดันกอดตำแหน่งรองประธานสภาไว้กลัวจะเป็นทุกขลาภเรื่องความเหมาะสม คนก็จะติติง ระวังจะพาคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ของพรรค ก.ก.ตายหมู่ เพราะเท่าที่ทราบตนเข้าใจว่ามีผู้ไปร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว
”แนะนำให้นายปดิพัทธ์ลาออกจากตำแหน่ง รองประธานสภา เสียสละคนเดียวแต่ความเป็น ส.ส.ก็ยังอยู่ เพื่อรักษา ส.ส.เพื่อนสมาชิก รักษาพรรคไว้จะไม่ดีกว่าหรือ ในอดีตกรณีที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีมติขับร.อ.ธรรมนัส และ ส.ส.ในกลุ่มออกจากพรรคอาจเคยมีมาแล้ว แต่ว่าโดนขับออกจากพรรคแล้วยังดำรงตำแหน่งรองประธานสภา ไม่เคยมี ผมกลัวว่ามันจะไปเข้าเรื่องจริยธรรม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อยากให้กลับนายปดิพัทธ์ไปคิดดูว่าสิ่งที่ทำๆ กันอยู่มันคุ้มค่าหรือไม่ จะได้คุ้มเสียหรือไม่“ นายพร้อมพงศ์กล่าว

