‘ปลัดชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ’ฉายภาพ40ปี ‘ยุติธรรม’ก้าวหน้า-ขึ้นชั้น’เวิลด์คลาส’

9.01.17 | 19:36 น.

“นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงมุมมองที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมกับการเปลี่ยนแปลง ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี หนังสือพิมพ์มติชน

“3 ปัจจัยส่งผลต่อระบบกระบวนการยุติธรรมไทย” ปลัดชาญเชาวน์เกริ่นนำก่อนเข้าประเด็น อธิบายขยายความว่า กระบวนการยุติธรรมไทยขึ้นอยู่กับ 3 กรอบ แนวคิดที่เชื่อมโยงคาบเกี่ยวกัน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลก โดย 3 อย่างนี้มีผลต่อความเคลื่อนไหวสังคมโลกและสังคมภูมิภาค รวมถึงอนาคต และที่สำคัญ 3 อย่างนี้จะเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งตัวองค์กรและตัวคน

ถ้าหากจะย้อนหลังกลับไปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือพิมพ์มติชนเช่นกัน วันนั้นผมยังจำได้ว่า ช่วงนั้นผมเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะนิติศาสตร์ เป็นนักศึกษาน้องใหม่ ปี 1 ผมเห็นหนังสือพิมพ์หัวสีแดงล้อมกรอบอยู่ เขียนว่ามติชน เลยซื้อมาอ่านเลย เป็นเล่มแรก ตอนนั้นอ่านก็ยังงง แต่นั่นคือบรรยากาศเริ่มต้นที่อยากเล่า ฉายภาพการเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้าต่างๆ

“ผมขอใช้ประสบการณ์เรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วง 4 ปีเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นพัฒนาการกระบวนการในช่วงนั้น เพราะเป็นจุดแรกที่ผมเริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงกระบวนการยุติธรรมไทย บรรยากาศการเรียนการสอนในช่วงนั้นจะรับรู้เพียงว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีเพียงศาลและตำรวจ เพราะช่วงนั้นเริ่มมีการดำเนินคดีทางอาญา เพราะเป็นช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และธรรมศาสตร์ก็เป็นจุดเกิดเหตุที่สำคัญแห่งหนึ่ง บรรยากาศช่วงนั้นจะเห็นถึงการดำเนินคดีอาญา การบังคับใช้กฎหมาย การสืบพยาน คำพิพากษา และการรักษาความสงบของบ้านเมือง แต่บรรยากาศในห้องเรียนเริ่มมีอะไรแปลกใหม่ผ่านเข้ามา เริ่มมีแนวคิดใหม่ ส่วนข้างนอกก็เป็นอีกแบบ มันเริ่มย้อนแย้งกัน ผมจำได้ว่าเริ่มได้ยินครูสอนเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นยังไม่มีคำว่าการปฏิรูป ไม่กล้าใช้คำนี้ เริ่มใช้คำว่า รัฐธรรมนูญกับสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่ใช้คำว่าปฏิรูป”

ปลัดชาญเชาวน์ย้อนกลับไปถึงการทำงานเมื่อครั้งอยู่ในตำแหน่งนิติกร กทม. ช่วงปี 2525 และเริ่มเห็นความชัดเจนของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมว่า “ช่วงปี 2525 ผมเริ่มหาความหมายคำว่า “ปรับปรุง” ตอนนั้นจำได้ว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนกับต้องการจะเสนออะไรใหม่ แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก กระบวนการยุติธรรมในช่วงนั้นก็เป็นแบบนั้น หลังจากนั้นผมเริ่มใช้ชีวิตเป็นนิติกร สังกัด กทม. ตอนนั้น กทม.ครบรอบ 200 ปีพอดี เริ่มเห็นกระบวนการยุติธรรมชัดและเข้าใจมากขึ้น เริ่มมองว่าศาลกับตำรวจเป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ค่อนข้างสมัยใหม่ มีการพัฒนา เพราะ 2 หน่วยงานนี้เกิดขึ้นก่อนหน่วยงานอื่นที่เราเห็นในปัจจุบัน

Advertisement

“ตอนนั้นอัยการยังไม่เป็นที่รู้จัก จะมีศาลกับตำรวจเป็นหลัก ผมเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า พัฒนาการขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม มันไม่เท่ากัน เนื่องจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา รากเหง้า วิธีคิด แตกต่างกัน คนไทยจะเข้าใจ เรื่องคดีทางอาญาหรือทางแพ่ง เพราะคดีอาญามีโทษ ต่อมามีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ มีการเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมรองรับโลกาภิวัตน์ กฎหมายการค้าขายระหว่างประเทศเริ่มเปลี่ยนไป”

กระทั่งหลังพฤษภาทมิฬ 2535 องค์กรของระบบงานยุติธรรมเริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง ปลัดกระทรวงยุติธรรมบอกว่า ความชัดเจนของหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงพฤษภาคม 2535 ตอนนั้นการตื่นตัวในเรื่องสิทธิสูงขึ้น คนมีปัจเจกสูงขึ้น ผมจำได้ว่าช่วงนั้นพรรคของนายบรรหาร ศิลปอาชา เสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญที่ใช้ช่วงนั้น และนำไปสู่ที่มา “รัฐธรรมนูญ ปี 2540” ที่หลายคนเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และในตัวรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เริ่มมีการใช้แนวคิดการปกครองเข้ามา มีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มได้ยินคำว่ากระบวนการยุติธรรม คือ “การค้นหาความจริง” แรงขึ้น

“ผมจำได้ว่า เมื่อปี 2521 คำนี้ อ.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด พูดในห้องเรียน คำนี้มีการพัฒนา ตอนนี้เริ่มชัดแล้ว จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยนี้ คำนี้ก็ยังได้ยิน ผมว่าช่วงปี 2535-2540 บทบาทกระบวนการยุติธรรมชัดขึ้น เกิดศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงศาลยุติธรรมเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ศาลยุติธรรมเริ่มมีผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน ศาลมีการปรับองค์กรโครงสร้างภายใน

“สมัยที่ผมเป็นอัยการแล้วต้องว่าความในคดีเลือกตั้ง ตอนนั้นไม่มีศาลเลือกตั้ง ต้องไปว่าความคดีเลือกตั้งที่ศาลแพ่ง มีการนับคะแนนในห้องพิจารณา ตรงมุมสำนวนเขียนว่าคดีเลือกตั้ง ตอนนี้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีศาลพิจารณาคดีเลือกตั้งในตัวขององค์กรศาล ตำรวจ เป็นองค์กรที่เหมือนจะเป็นร่มใหญ่ของกระบวนการยุติธรรม ประชาชนจึงรับรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมคือศาล ส่วนอัยการตั้งแต่ผมเริ่มทำงานเป็นอัยการปี 2528 มีการพัฒนารวดเร็วเหมือนกัน โครงสร้างภายในมีการเปลี่ยนแปลง ส่งบุคลากรไปศึกษาต่อต่างประเทศมากขึ้น เมื่อก่อนอัยการจะอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ต่อมาอัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การปรับองค์กรก็เริ่มขึ้น”

นายชาญเชาวน์ระบุว่า หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 และต่อมามีรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คนในองค์กรกระบวนการยุติธรรมที่ไปเรียนต่างประเทศกลับมาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น และคนในกระบวนการยุติธรรมเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น บทบาทของสภาทนายความสูงขึ้น บทบาทที่ปรึกษานักกฎหมายจากต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น ตอนนั้นประชาชนถามถึงเสรีภาพ คำถามที่เกิดขึ้นในอดีตเริ่มเกิดขึ้น องค์กรด้านกระบวนการยุติธรรมถูกจัดระบบ ระเบียบ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จัดระบบความสัมพันธ์ของอำนาจ เน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจก ซึ่งชัดมาก กระบวนการยุติธรรมหันมามองตรงนี้ เริ่มเอาคำว่าระบบมาตรฐานสากลมาใช้ เริ่มพูดถึงสิทธิและเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน เพราะคำนี้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ

“มีคำใหม่เกิดขึ้นมา เมื่อก่อนอาจจะพูดกันเฉพาะกลุ่ม สิ่งที่เราเคยเรียกว่าการปั้นพยาน เริ่มมีการพูดถึงขึ้น คคีดังอย่าง “เชอรี่แอน” เป็นอีกเหตุผลที่เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ตำรวจกลายเป็นเป้า ถูกจับตามาก คนเริ่มรู้ว่านี่คือต้นน้ำต้นธารของกระบวนการยุติธรรม เริ่มมีการตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลของกระบวนการยุติธรรม เริ่มมีเสียงว่าตัดสินแบบนี้แบบนั้นใช่หรือไม่ ถูกถามเรื่องเชื่อมั่นหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น”

นายชาญเชาวน์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของกระทรวงยุติธรรมโฉมใหม่ หลังเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วยว่า ช่วงนั้นประเทศไทยประสบปัญหาหลายเรื่อง ทั้งวิกฤตค่าเงินบาท ต้มยำกุ้ง ประเทศเริ่มมีการปรับตัว ทั้งคนและองค์กร กระทรวงยุติธรรมเป็นอีกหน่วยงานที่เกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญ 2540 มีหน่วยงานใหม่ระดับกรมเกิดขึ้น มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานกิจการยุติธรรม กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ หน่วยงานเหล่านี้ล้วนมาจากการตั้งคำถามที่ผ่านมาของประชาชนกับหน่วยงานด้านยุติธรรม ทั้งเรื่องความเชื่อมั่น การถ่วงดุลอำนาจ และมาตรฐานสากล

“ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมในรูปแบบที่เกิดขึ้นจึงต้องหาจุดยืนของตัวเอง มันก็คือ “ความยุติธรรมที่ไม่ใช่กระแสหลัก ต้องยืนข้างประชาชน” และสิ่งสำคัญที่ทำให้เห็นคือ หน่วยงานในระบบงานยุติธรรมไม่มีผลกระทบต่อการรัฐประหารปี 2549 มันแค่ชะลอ เดินช้าลง แต่หลังจากรัฐประหารปี 2549 มีการพัฒนาศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคิดว่าต้องหาอะไรเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะพยายามหาว่าประเทศต้องมีหลัก และมองว่าสิ่งนั้นคือ “หลักนิติธรรม” ของ “ระบอบรัฐธรรมนูญนิยม” ครั้งนั้น “ระบอบรัฐธรรมนูญนิยม” จึงถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง

201701051459002-20041019190115

“ช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2549 เกิดองค์กรการตรวจสอบมากมาย เช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และตอนนั้นดูเหมือนว่าสังคมต้องการหลักนิติธรรมแก้ปัญหาที่ชัดเจนกว่าที่มีอยู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เลยมีบทบาทมากขึ้น ดูเหมือนว่านี่คือที่พึ่ง แล้วก็เกิดแนวคิดการเคารพรัฐธรรมนูญกัน หรือรัฐธรรมนูญนิยมชัดเจนขึ้น”

ปลัดกระทรวงยุติธรรมเล่าถึงคำว่า “รัฐธรรมนูญนิยม” อย่างน่าสนใจว่า “ผมเคยได้ยินคำว่ารัฐธรรมนูญนิยม เมื่อปี 2521 ได้ยินครั้งแรกจาก อ.วิษณุ เครืองาม ตอนนั้น อ.วิษณุไปสอนผมตอนเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการพูดในห้องเรียน ช่วงนั้นผมเรียนปี 2 ผมรับรู้ว่าประเทศไทยต้องมีแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมให้ได้ คือทุกคนมองเห็นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริงๆ แล้วหลักนิติธรรม ความยุติธรรม ต้องเคารพรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นหลักให้ได้ ประชาชนต้องหวงแหนรัฐธรรมนูญ ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องร่วมกันออกแบบรัฐธรรมนูญให้เป็นหลักของประเทศไทย

“ดังนั้น หลังปี 2549 มีการพูดถึงเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเลยมีบทบาทมากขึ้น เริ่มมีคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำเสนอออกสู่สาธารณะ เป็นที่รับรู้และคุ้นหูพี่น้องประชาชนไทย ในช่วงนั้นจากเดิมรับรู้เพียงแค่คำพิพากษาศาล แต่ถูกหรือผิดผมไม่วิพากษ์ นั่นเป็นข้อถกเถียงการตั้งคำถามของสังคม เพราะผมจะพูดแค่เรื่องพัฒนาการของระบบกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม ช่วงนั้นบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญโดดเด่น”

และช่วงก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีความพยายามนำหลักของระบอบรัฐธรรมนูญนิยมมาใช้อีกครั้ง เพื่อพยายามแก้ปัญหา แต่สุดท้ายไปไม่ถึงตรงนั้น เกิดเหตุการณ์ “รัฐประหาร 22 พ.ค.2557”

นับจากนั้นกระบวนการยุติธรรม 3 ปีก็ยังคงเดินหน้าต่อ เรื่องนี้มองผ่านการทำหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งในช่วงรักษาการปลัดกระทรวง ตั้งแต่รัฐประหารเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในทีมกฎหมาย รับรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ได้หายไป แต่มีความหมายเพิ่มเข้ามา คือ ความมั่นคง ความสงบ เรียบร้อยบ้านเมือง ควบคู่กับคำว่าเสรีภาพและความยุติธรรม พอพูดถึงคำนี้ ก็มีคำถามว่า “มันไปด้วยกันได้หรือ?” คำตอบคือได้ เพราะมันเป็นอยู่มา 3 ปีแล้ว นี่คือพัฒนาการกระบวนการยุติธรรม และต้องไปต่อแน่นอนไม่มีหยุดยั้ง เพราะสอดคล้องกันทั้งแนวคิดประวัติศาสตร์ สถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม สถานการณ์ของโลกและภูมิภาค

“แต่ถ้าจะทำให้ดีถึงที่สุดของมัน ผมขอทิ้งไว้เป็นคำถาม?! และตอนนี้ผมยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าในขณะที่สถานการณ์รอบตัวของสังคมไทย ตัวบทกฎหมายไทยที่มีความเวิลด์คลาสมากในเวทีโลก ติดอันดับท็อปของโลก ซึ่งมันไปตรงนั้นได้ แต่ยังมีอีกมิติหนึ่งที่วิธีคิดและคนในกระบวนการยุติธรรมยังมีช่องว่าง ผมจะไม่ขอวิจารณ์ว่ามันคืออะไร แต่ผมเห็นช่องว่างที่เกิดขึ้น ถ้าถามว่าทำยังไงให้ช่องว่างมันแคบลง ถ้าตอบแบบเชิงอุดมคติคือ “ประชาชนอยู่ตรงกลาง” และผมก็รอดูว่ากระบวนการทางเลือกเหล่านี้จะเชื่อมช่องว่างเหล่านี้ได้หรือไม่ ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน หรือขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมา ทุกวันนี้ผมรอคำตอบอยู่ แปลกใจกับสิ่งเกิดขึ้น

“ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมขอยืนยันว่าเครื่องไม้เครื่องมือในกระบวนการยุติธรรมไทยและโครงสร้างมันค่อนข้างเวิลด์คลาส รวมถึงวิธีคิดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา หรือรวมถึงระบอบรัฐธรรมนูญนิยม มันเป็นหลักที่ชัดเจน แต่มันยังมีช่องว่างที่วิธีคิดของคนเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชนจะเป็นการเติมเต็มช่องว่าง” ปลัดชาญเชาวน์ให้แง่คิดทิ้งท้าย