หน้าแรก การเมือง ษัษฐรัมย์ ปาฐ...

ษัษฐรัมย์ ปาฐกถา ยัน 6 ตุลา ‘ยังไม่จบ’ คนรุ่นใหม่ไม่หยุดสู้ ทวงรัฐสวัสดิการ หวังสังคมเสมอภาค

6.10.23 | 13:00 น.

ษัษฐรัมย์ ปาฐกถา ยัน 6 ตุลา ‘ยังไม่จบ’ คนรุ่นใหม่ไม่หยุดสู้ ทวงรัฐสวัสดิการ หวังสังคมเสมอภาค

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่สวนประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่าย ร่วมจัดงาน “47 ปี 6 ตุลาฯ : กว่าจะเป็นประชาธิปไตย”

เวลา 08.10 น. ตัวแทนจากภาคการเมือง และประชาชน ร่วมกันวางพวงหรีด อาทิ ญาติวีรชน 6 ตุลา, มูลนิธิ และสถาบันปรีดี พนมยงค์, ญาติวีรชน 14 ตุลา, องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลา, ชมรมโดมรวมใจ, ผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพ และสหพันธ์แรงงาน, สมัชชาคนจน, มูลนิธินิคม จันทรวิทุร, เครือข่ายเดือนตุลา, มูลนิธิ 14 ตุลา, ญาติวีรชนพฤษภา 35, มูลนิธิศักยภาพชุมชน, มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

เวลา 09.30 น. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษรำลึก 47 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ประจำปี 2566 หัวข้อ “แด่ทุกต้นกล้าความฝัน : ตื่นจากฝันร้ายของอำนาจนิยมและทุนผูกขาดสู่รัฐสวัสดิการ”

 

Advertisement

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เวลาล่วงเลยมาแล้ว 47 ปี มีคำกล่าวว่ามุนษย์นั้น ตายได้2 ครั้ง การตายครั้งแรกของมนุษย์นั้นคือลมหายใจที่ปลิดปลิว กระสุนที่เขาไปสู่ร่างกายของมนุษย์สู่หัวใจ เมื่อสมองไม่ทำงาน ในครั้งที่ สอง เมื่อคนที่เรารู้จัก ได้ลืมเลือนพวกเราไปจากสมอง เมื่อได้หายไปจากความทรงจำ ตนนั้นได้เรียนรู้ว่าพวกเรานั้นตายครั้งที่ 3 เมื่อไม่นานมากนี้ นั้นยิ่งกว่าการลืมเลือน นั่นคือการบิดเบือน บิดเบี้ยว เจตนารมณ์การตายของพวกเขา เจตนารมณ์การมีชีวิตอยู่ของพวกเราให้รับใช้ผู้มีอำนาจ

“วันนี้จะไม่พูดถึงการเสียชีวิตและความตาย จะพูดถึงการมีชีวิตของประชาชน ความฝันของผู้คน ในห้วงของปัจจุบันนี้ ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของคนเป็นมากกว่าคนตาย ประสบการณ์การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่า 6 ตุลาคม 2519 มิได้เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์อย่างที่เคยเข้าใจ ไม่ใช่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากสนใจประวัติศาสตร์เหล่านี้ ไม่ใช่คนรุ่นเก่าอยากจะลืมเลือน ทุกคนรู้จักมัน แต่มันขึ้นอยู่กับบรรยายกาศสังคมเป็นอย่างไร ใครมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น เมื่อใดสังคมมีบรรยากาศอำนาจนิยม มีอำนาจเผด็จการ 6 ตุลา ก็ยังถูกบิดเบือน แต่เมื่อใด ที่สังคมมีบรรยากาศประชาธิปไตย 6 ตุลาคม ก็จะไม่ลืมเลือน แล้วบรรยากาศก็จะกลับเขามาใหม่ ระยะเวลาไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญ ของผู้คนในสังคมที่ทำให้ถูกลืมเลือน
ในวิชาการเมืองสมัยใหม่ที่ผมเป็นผู้บรรยายกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า เราจะจดจำเหตุการณ์นี้อย่างไร

ข้อถกเถียงนี้เคยถูกยกขึ้นโดย ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ หนึ่งผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อาจารย์เคยตั้งข้อสังเกตว่า เราสามารถจัดการความทรงจำได้2แบบ นั้นคือการจัดการความทรงจำตามมุมมองของ อ. ธงชัย วินิจจะกูล นั้นคือ 6 ตุลาฯ มีหลากหลายมิติหลากหลายความทรงจำ เราจัดการความทรงจำในฐานะนักต่อสู้ ในขณะเดียวกันก็มีการจดจำอีกข้อของ อ. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการต่อสู้ของผู้คน เมื่อ 47 ปีก่อน การเสียชีวิต ของผู้คน คือความปราถนาอย่างแรงกล้า คือการสรรสร้างสังคมนิยมในแผ่นดินนี้ ที่จะทำให้ประเทศไทยเสมอภาคในทุกมิติ ความปรารถนาที่จะทำให้ชาวนาอยู่ดีกินดี ความเท่าเทียมกันในสังคม ที่คนมีอำนาจในสังคมเมินเฉยมานับ 100 นับ1,000 ปี ต่อสังคม สิ่งที่อาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือมันแสบแก้วหูนักหรือ ถ้าเราจะนิยามว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยม หรือว่าต่อให้พวกเราเป็นคอมมิวนิสต์หรือ นักสังคมนิยม จะทำให้ทำให้ความรุนแรงในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีความชอบธรรมมากขึ้นหรือ ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่ออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด ก็ไม่ทำให้ความเลวร้ายทางการเมือง 6 ตุลาคม 2519 มีความชอบธรรมมากขึ้นแต่อย่างใด” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

จากนั้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เล่าถึง เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 47 ปีที่แล้ว

“นิยามของ อาจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล ได้พูดถึงว่า เป็นการฆ่าด้วยกระสุนปืน ฝ่ายขวาพยายามที่จะบิดเบือน พยายามที่จะแก้ต่างให้กับตนเองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้คนไทยหันมาฆ่ากันเอง ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือการเตรียมกำลังความรุนแรงต่อนักศึกษา ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือความตั้งใจ

แน่นอนที่สุด เรายังไม่สามารถถอดบทเรียนกับบาดแผลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ มีนักศึกษาถามผมว่า เคยถามคนรุ่นเดือนตุลา เขาไม่อยากจดจำตนเองว่าเป็นนักสังคมนิยมหรือ บางคนเกาะเกี่ยวเอาชื่อของคนที่เสียชีวิตกลุ่มอำนาจในสังคมอย่างมากมาย ไม่เสียคนในตอนหนุ่ม ก็เสียคนในตอนแก่ พวกเขาไม่อยากจดจำว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยม วันนี้พวกเขามีอำนาจเป็นรัฐมนตรี พวกเขาก็ลืมเลือนเสียแล้ว จะมีประโยชน์อะไรให้พวกเขามาจดจำ ว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ของพวกเขาเคยเป็นใครเมื่อ 47 ปี ก่อน” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่าในขณะเดียวนักศึกษาอีกรายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยมหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นคือการสร้างสังคมให้มันเสมอภาคจริงๆ ความเสมอภาคระหว่างเพศ ชนชั้น ชาติพันธุ์ และมนุษย์

“สิ่งหนึ่งที่อยากสรุปในตอนท้าย ไม่ว่า 6 ตุลาคม 2519 เราจะมองในมุมแบบใด สิ่งที่อยากตอกย้ำคือ มันเป็นภาพสะท้อนว่า คนธรรมดาล้วนปรารถนาให้สังคมนี้ดีขึ้น ยุติธรรมมากขึ้น เวลาของมนุษย์ไม่เท่ากัน เวลาผู้สูญเสียยาวนานเสมอ ยาวนานเหมือนเมื่อไหร่เราจะมีชีวิตในประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะมีรัฐสวัสดิการที่ดี เกิดขึ้นในประเทศนี้

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่จบสิ้น การต่อสู้เพื่อความเสมอภาคนั้นยังไม่จบสิ้น เด็กสุพรรณบุรี ส่งข้อความมาว่า ทำไมถึงต้องเป็นหนี้ กยศ. ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย มันมีความผิดพลาดตรงไหนในชีวิตของเธอ ที่ทำงานหนัก กลับยิ่งยากจน ความฝันของเธอไกล กว่าจะมีชีวิตที่ดีได้ ทั้งที่ความฝันเป็นเรื่องธรรมดา

มีมิตรสหายที่กำลังตั้งครรภ์กล่าวว่า ผู้ชายที่กล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ว่าไม่ควรเพิ่มวันลาให้แก่ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้ตกงานหมด ผมเจอมิตรสหายลูกจ้างอย่างมากมาย พวกเขาถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาใช้ทรัพยากรสุดท้ายที่เขามีนัดคือการนัดหยุดงาน นายจ้างใช้อำนาจของศาลฟ้องปิดปากให้ทุกคนเงียบเสียง แต่่เขาก็ยังต่อสู้ แม้ผมก็ยังเห็นคนรุ่นใหม่ทำงานถวายชีวิตให้แก่พรรคการเมือง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง พวกเขาเจ็บปวดในสังคมที่เปราะบางแต่พวกเขาก็ยังต่อสู้ พวกเขาคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ของประเทศนี้ พวกเขาคือคนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายพวกเขาจะเติบโตมาเป็นนักรัฐศาสตร์ที่ท้าทายต่อผู้มีอำนาจ พวกเขาจะเติบโตและท้าท้ายต่อผู้มีอำนาจ พวกเขาจะเติบโตต่อนักสังคมวิทยาที่ท้าท้ายชาตินิยมที่ชายเป็นใหญ่ เมื่อพวกเขาเติบโตต่อผู้ใช้แรงแรงงาน พวกเขาจะเติบโตต่อกับทุกความไม่เป็นธรรม 6 ตุลาคม 2519 จะไม่ตายเปล่า จะเป็น 6 ตุลา ที่สร้างสังคมคนรุ่นใหม่ เป็นการปลูกสร้างและจิตสำนึกของบุคคลธรรมดา เยาวชนทุกท่านคือต้นกล้าของความฝัน ตั้งคำถามของบุคคลธรรมดาที่เหตุความไม่ปกติของสังคมนี้ ตั้งคำถามความร่ำรวยบนความยากจน ตั้งคำถามเผด็จการต่อประชาธิปไตย ตั้งคำถามต่ออภิสิทธิ์ชนทุกรูปแบบของสังคม ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว