หน้าแรก การเมือง กรมบัญชีกลาง ...

กรมบัญชีกลาง เตรียมพร้อมระบบจ่ายเงินขรก. 2 รอบ คาดเริ่ม 16 ม.ค. 67

6.10.23 | 18:04 น.
แฟ้มภาพ

กรมบัญชีกลาง เผยเบิกจ่ายปีงบ 66 แล้ว 96.97% เตรียมพร้อมระบบจ่ายเงินขรก. 2 รอบ คาดเริ่ม 16 ม.ค. 67

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม น.ส.ทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า วันที่ 7 ตุลาคม กรมบัญชีกลางครบรอบวันสถาปนา ปีที่ 133 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางดำเนินภารกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส เพื่อกำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า โดยผลการดำเนินงานที่สำคัญในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ของกรมบัญชีกลางสรุป ดังนี้ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ในภาพรวมเบิกจ่ายแล้ว 3.088 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96.97% ของวงเงินงบประมาณ 3.185 ล้านล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายประจำเบิกจ่ายแล้ว 2.61 ล้านล้านบาท คิดเป็น 101.60% ของกรอบรายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายแล้ว 4.78 แสนล้านบาท คิดเป็น 77.66% ของกรอบรายจ่ายการลงทุน สำหรับเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีเบิกจ่ายแล้ว 1.73 แสนล้านบาท

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2566 กรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลราคา ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลการเสนอราคา อีกทั้งลดระยะเวลาการเสนอราคา จากเดิม 8 ชั่วโมง เหลือ 3 ชั่วโมง สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-บิดดิ้ง ในปีงบประมาณ 2566 หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและก่อหนี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 5.44 ล้านโครงการ โดยมีมูลค่าที่จัดหาได้ 1.15 ล้านล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณได้ 6 หมื่นล้านบาท

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า ส่วนร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐที่ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ. …. เพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐล่าช้า เนื่องจากที่ผ่านมามีเรื่องอุทธรณ์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

Advertisement

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า ส่วนสวัสดิการรักษาพยาบาล ในปีงบประมาณ 2566 กรมบัญชีกลางได้กำหนดแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกผ่านกระเป๋าสุขภาพ บนแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับช่องทางการยืนยันตัวตนของผู้มีสิทธิ และขยายบริการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมถึงกรณีการเข้ารับบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่ผู้มีสิทธิไม่ต้องเดินทางมายังสถานพยาบาล และรอรับยาที่สถานพยาบาลจะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ด้วย โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จำนวนทั้งสิ้น 4.77 ล้านคน มีผลการเบิกจ่ายเงินรวม 9.65 หมื่นล้านบาท

น.ส.ทิวาพร กล่าวอีกว่า สำหรับปีงบประมาณ 2567 กรมบัญชีกลางมีแผนการดำเนินการ เพื่อให้การพัฒนาระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลมีความครบถ้วนในทุกมิติ สามารถอำนวยความสะดวกด้านการเบิกจ่ายตรง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด มีความรวดเร็ว และโปร่งใส ได้แก่ การปรับรอบการประมวลผลข้อมูลการขึ้นสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล จากเดิมที่จะดำเนินการทุก 15 วัน เป็นการดำเนินการทุก 7 วัน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในรอบการขึ้นสิทธิข้อมูลในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า การดำเนินการส่งเสริมสุขภาพร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนไทยทุกกลุ่มมีสุขภาวะที่ดีห่างไกลจากโรค ลดค่ารักษาพยาบาลลง และสามารถลดความซ้ำซ้อนของการเบิกจ่ายเงินระหว่างกองทุนสุขภาพ การกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา สำหรับยาสามัญที่สามารถทดแทนยาต้นแบบได้ และมีปริมาณการใช้เป็นจำนวนมาก เพื่อลดภาระงบประมาณ และการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับตรวจจับความผิดปกติของข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน จะนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนงานด้านต่าง ๆ อาท การพัฒนาระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ซึ่งจะช่วยให้การเบิกเงินจากคลัง รับเงิน จ่ายเงิน และนำเงินส่งคลัง ของหน่วยงานภาครัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รองรับจำนวนผู้ใช้งานในระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถเชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ได้มากขึ้น รวมถึง การพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล และการพัฒนาระบบการรับชำระเงินกลางของบริการภาครัฐ

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า ขณะที่การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลางได้จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 รอบ ประกอบด้วย 1.หน่วยงานข้อมูลรายจ่ายและหนี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (กสจ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) /กรมส่งเสริมสหกรณ์) และ 2) กลุ่มสถาบันการเงินต่าง ๆ เกี่ยวกับหนี้และการโอนเงินเข้าบัญชี

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า โดยสรุปแนวทางการดำเนินงานเบื้องต้น ดังนี้ 1.เป็นการเลือกโดยสมัครใจ 2.ให้ส่วนราชการผู้เบิกดำเนินการเดือนละ 1 รอบตามเดิม โดยปรับระยะเวลาในการส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางผ่านระบบ e-Payroll เร็วขึ้น 3.กรมบัญชีกลางจะดำเนินการตรวจสอบและประมวลผลข้อมูลเงินเดือน โดยจะหักยอดรายจ่ายและหนี้ก่อน แล้วนำเงินเดือนคงเหลือยอดสุทธิ หาร 2 และแบ่งจ่ายรอบ 1 และรอบ 2 เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ

น.ส.ทิวาพร กล่าวว่า และ 4.กรมบัญชีกลางจะออกหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติให้ส่วนราชการดำเนินการตามแนวทาง รวมถึงจัดประชุมชี้แจงให้ส่วนราชการต่าง ๆ ได้รับทราบแนวทางปฏิบัติ และจัดฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการรอบที่ 1 ในวันที่ 16 มกราคม 2567 และสำหรับลูกจ้างประจำคาดว่าจะเริ่มจ่ายได้ตั้งแต่ 18 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

“กรมบัญชีกลางยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ปรับปรุงระบบงานของกรมบัญชีกลางให้มีความทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่สำคัญยังต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และวิสัยทัศน์ “กำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด” น.ส.ทิวาพร กล่าว