‘เศรษฐา’เทกออฟอุตฯ รับ 8 ข้อเสนอ‘ส.อ.ท.’

7.10.23 | 12:02 น.

‘เศรษฐา’เทกออฟอุตฯ
รับ 8 ข้อเสนอ‘ส.อ.ท.’

หมายเหตุนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงผลการประชุม ระหว่างผู้บริหาร ส.อ.ท. กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยได้นำเสนอ 8 แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ได้หารือกับนายเศรษฐาถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไทย และพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายสู่ความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นเรื่องของคลีน (Clean) กรีน (Green) และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนายเศรษฐาระบุว่ารัฐบาลจะทำงานเต็มสปีด เรียกว่า “มือเปื้อนดิน ตีนเปื้อนโคลน” ซึ่งเอกชนพร้อมทำงานอย่างเต็มสปีดด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันจีดีพีไทยเติบโต 5% ต่อปี

ส.อ.ท.ได้นำเสนอข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี ที่ประกอบด้วยข้อเสนอแนะ 8 ข้อหลัก จาก 70 ข้อ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 เป้าหมาย คือ เป้าหมายที่ 1 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (Competitiveness) พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล เป้าหมายที่ 2 การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Driving GDP Growth) เร่งปรับกลไกทางเศรษฐกิจให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวได้ในระดับ 5% และเป้าหมายที่ 3 การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050)

Advertisement

รายละเอียด 8 แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ได้แก่

1.การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมอีสออฟดูอิ้งบิซิเนส และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform) เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้กลไกผ่านวิธีการแก้ไขกฎหมายกลาง (Omnibus Laws) ซึ่งปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกที่ทำสำเร็จ และ Regulatory Guillotine รวมทั้งบูรณาการในการออกกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติระหว่าง หน่วยงานภาครัฐให้เกิดความชัดเจน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และรวมศูนย์บริการและขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ แบบ One Stop Service ณ จุดเดียว โดยเฉพาะการขออนุมัติอนุญาตประกอบกิจการ

ที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อนได้ใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท ในการแก้กฎหมายแต่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร หากรัฐบาลชุดนี้ทำสำเร็จจะช่วยประหยัดงบประมาณประเทศได้ถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี

2.การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยตลาดแรงงานในประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เนื่องจากอุปสงค์ของแรงงานที่มีมากกว่าอุปทานแรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ในภาคอุตสาหกรรมประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ เนื่องจากภาคการศึกษาไม่สามารถผลิตแรงงานให้เพียงต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาและเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ

โดยการปรับอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่รัฐบาลมีเป้าหมายปรับเป็น 400 บาทต่อวันนั้น ควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาสอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ โดยให้ยึดข้อเสนอ/ข้อมูลจากคณะกรรมการไตรภาคีของแต่ละจังหวัดเป็นหลักในการพิจารณา

นอกจากนี้ ควรมีการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานทั้ง Upskill/ Reskill/ Multi Skill/ Future Skill ให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการและตลาดแรงงาน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ

รวมทั้งส่งเสริมให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) และเร่งรัดให้มีการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานครบทุกสาขาอาชีพ เพื่อให้การปรับขึ้นเป็นธรรมกับกลุ่มแรงงานที่มีทักษะแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม เพราะไม่ใช่กลุ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เร่งผลิตและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ให้ได้จำนวน 100,000 คนต่อปี และผลักดันให้อาชีวศึกษาส่งนักเรียน/นักศึกษา ฝึกทวิภาคีเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของจำนวนนักเรียนอาชีวศึกษาทั้งหมด และสร้างโอกาสให้เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา

3.การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ประเด็นนี้ต้องขอบคุณนายเศรษฐา ขอบคุณรัฐบาลที่ทันทีที่เข้ามาได้ลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ลดดีเซลต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ช่วยเหลือประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่เผชิญต้นทุนสูง ทำให้ขีดความสามารถลดลง เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และที่มาแรงคือ ฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ในระยะกลางอยากให้เร่งพิจารณาทบทวนแผนพลังงานชาติ หรือ National Energy Plan (NEP) ฉบับใหม่ รวมทั้งลดภาระต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้า โดยบริหารจัดการ Reserve Capacity และทบทวนโครงสร้างพลังงานที่เกี่ยวข้องกับค่า Ft รวมถึงบริหารและจัดสรรก๊าซธรรมชาติให้เหมาะสม และเร่งจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน (กรอ.พลังงาน)

4.การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) จำนวน 12 อุตสาหกรรม เร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพ รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุม Ecosystem ของอุตสาหกรรม โดยนายเศรษฐาได้เน้นย้ำความสำคัญของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนหลักของไทยจะกลายเป็นฐานการผลิต มีซัพพลายเชนทั้งระบบ จ้างงานคนไทยสูงถึง 6 แสนคน

ดังนั้น จึงขอให้ภาคอุตสาหกรรมไม่ลืมผู้มีพระคุณรายนี้ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นฐานผลิตสุดท้ายของโลก หรือลาสต์แมนสแตนดิ้ง รองรับการลงทุนอีก 15 ปีข้างหน้าของเครื่องยนต์สัปดาปภายในจนสิ้นสุดลง เพราะไทยเป็นซัพพลายหลักของโลก มีการจ้างงานถึง 6 แสนคน โดยจะสนับสนุนควบคู่กับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ดำเนินการอยู่ ให้ทั้ง 2 เทคโนโลยีเดินหน้าควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ได้เสนอให้นายเศรษฐาเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น FTA ไทย-EU, ไทย-EFTA, ไทย-GCC, อาเซียน-แคนาดา, ไทย-US เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้รับแต้มต่อเป็น 10% และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับภาคเอกชนให้สามารถนำยอดซื้อมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ

5.การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 เพื่อยกระดับขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมการผลิต และ SMEs ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) รายอุตสาหกรรม และรายภูมิภาค รวมทั้ง
ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนวิจัยพัฒนา/วิเคราะห์ทดสอบ ตลอดจนการออกมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนให้เกิดการซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรม เพื่อขยายตลาดเข้าสู่ตลาดภาคเอกชน เช่น นำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรม มาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

6.การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยบูรณาการการบริหารจัดการ นํ้าอย่างยั่งยืน เช่น เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญ ลดการสูญเสียน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพท่อส่งน้ำ (Water Grid) การจัดตั้งกองทุนน้ำ พัฒนาระบบชลประทาน เป็นต้น และเตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change เช่น จัดทำ Climate Fund, มาตรการส่งเสริมการลด GHG, จัดทำมาตรการ Emission Trading System (ETS), ขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4D 1E เป็นต้น และผลักดันการดำเนินการอุตสาหกรรมสีเขียว และเพิ่มมูลค่าสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) โดยส่งเสริมการใช้ Circular Materials, การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) โดยนายเศรษฐาได้เน้นย้ำถึงปัญหาภัยแล้งที่จะหนักหน่วง โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน 2567 ต้องบริหารจัดการน้ำรอบด้าน

7.การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยออกมาตรการการเงิน เสริมสภาพคล่อง SMEs เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan), มาตรการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อ SME, มาตรการพักดอกลดต้น เป็นต้น รวมทั้งปรับอัตราภาษีสำหรับธุรกิจ SME เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ SME ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ลด 5% จากอัตราเดิม และจัดตั้งกองทุนเพิ่มผลิตภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับ SME เพื่อให้ SME นำเทคโนโลยี Automation & Robotic มาลดต้นทุนการผลิต และทดแทนกำลังแรงงานที่ขาดแคลน

8.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยแก้ไขปัญหาความแออัด ณ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง และเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าในรูปแบบ Shift Mode (เรือ-ราง) ยกระดับด่านชายแดนเป็นจุดผ่านแดนถาวร ได้แก่ จุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุมยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และระหว่างไทย-กัมพูชา ได้แก่ จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตารี อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และปรับปรุงผังเมืองทั่วประเทศ ให้พื้นที่เกษตรกรรมสามารถรองรับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

ทั้งนี้ นายเศรษฐาได้รับฟังข้อเสนอแนะทั้ง 8 ข้อ โดยขอให้จัดทำแอ๊กชั่นแพลน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ชัดเจน และเสนอกลับไปอีกครั้งเพื่อให้ทีมงานนายกฯร่วมทำงานกับ ส.อ.ท. โดยระบุจะหารือด้วยตัวเองบ่อยขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการขอฟื้นคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. หลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลเพื่อตั้ง กรอ.อย่างเป็นทางการต่อไป