‘นายกฯ’ เผยมีรายงานแต่ยังไม่ยืนยัน ตาย 1 ถูกจับ 11 คน เครื่องบินพร้อมรับคนไทยในอิสราเอล 24 ชม.

8.10.23 | 09:54 น.

‘นายกฯ’ สั่ง ‘จักรพงษ์’ อยู่ไทย คอยประสานงาน เผยเครื่องบินพร้อมรับคนไทยในอิสราเอล 24 ชม. เผยมีรายงานแบบไม่ได้รับการยืนยัน ตาย 1 ถูกจับ 11 คน แต่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 8 ตุลาคม ที่ท่าอากาศยานทหารอากาศ 2 กองบิน 6 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน บรูไนดารุสซาลาม มาเลเซีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-12 ตุลาคม ถึงการช่วยเหลือดูแลคนไทยในประเทศอิสราเอลว่า ตนได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ให้กำลังใจและได้ฝากดูแลคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล รวมถึงได้มีการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตไทยประจำอิสราเอลด้วย ขณะนี้มีการรายงานแบบไม่ได้รับการยืนยันว่า มีคนไทยเสียชีวิต 1 คน และมีแรงงานไทยที่เข้าใจว่าถูกจับตัว กักขังไว้ 11 คน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าอยู่ที่ไหนและอยู่ส่วนไหนบ้าง และปัจจุบันมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น ห้ามออกจากบ้าน

นายเศรษฐากล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศได้เตรียมพร้อม แต่น่านฟ้าของอิสราเอลปิด ซึ่งเราไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการสแตนด์บาย 24 ชั่วโมง มีคณะแพทย์ที่จะเดินทางไปด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตนได้ให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวกับเอกอัครราชทูตไทยประจำอิสราเอล โดยขอให้มีการรายงานประจำวันมา ซึ่งในส่วนของทูตเองก็ถูกล็อกดาวน์ ส่วนทุกบ้านที่อิสราเอลจะมีช่องหลบภัย ขณะที่เหตุการณ์ขณะนี้ยังมีความตึงเครียดอยู่ยังเดินหน้าไปในทิศทางที่ยังไม่ดีขึ้น อันนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง

เมื่อถามถึงความชัดเจนของแรงงานไทยที่ถูกกักตัว นายเศรษฐากล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันว่าอยู่ที่ไหนอะไรอย่างไร แต่เราก็ต้องพยายามเต็มที่ ใช้วิธีทางการทูต เพราะเขาเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้ง

เมื่อถามว่า พื้นที่ทางใต้ของอิสราเอลมีแรงงานไทยอยู่จำนวนมาก จะส่งไปช่วยหรือไม่อย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า ก็เรื่องเดิม ตอนนี้ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ซึ่งตนคอยฟังรายงานอยู่ตลอด ส่วนที่บอกว่าถูกจับตัวไป 11 คนนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งเราไม่ทราบจริงๆ

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากศูนย์กลางในการรับแจ้งที่มายังกระทรวงการต่างประเทศ ยังจะมีศูนย์ในส่วนของจังหวัดหรือภาคอื่นๆ อีกหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เราก็มีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อเข้ามา เมื่อถามว่า ขณะนี้รอสัญญาณอะไรในการที่จะส่งเครื่องบินเข้าไปช่วยเหลือคนไทย นายเศรษฐากล่าวว่า น่านฟ้ายังไม่ได้เปิดในตอนนี้ คนก็ออกจากบ้านไม่ได้เลย เพราะมีการล็อกดาวน์อยู่

เมื่อถามว่า แผนอพยพคนไทยของเราอยู่ในระดับไหน นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบศัพท์ทางการ แต่ระดับความพร้อมมีตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทันทีที่จะไป และได้พูดคุยกับทาง ผบ.ทอ. ท่านก็มีความพร้อมตลอด สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมเครื่องบิน C130 ไว้ เติมน้ำมัน 1 ครั้ง ซึ่งตนได้เรียนเอกอัครราชทูตไทยประจำอิสราเอลไปว่า ตนสามารถเอาเครื่องบินไปคอยสแตนด์บายไว้ได้ จะได้มีความรวดเร็ว แต่ตรงนี้เป็นเพียงข้อเสนออยู่ เพราะน่านฟ้ายังไม่เปิด สมมุติถ้าออกจากบ้านได้แล้ว แต่น่านฟ้ายังไม่เปิดก็ถือว่าลดความรุนแรงลงมาระดับนึง ก็อาจจะพิจารณาใหม่ ตนเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศ และทางกองทัพอากาศ ประเมินสถานการณ์กันอยู่ เรื่องนี้ให้ความกังวลใจในระดับสูงสุด

เมื่อถามว่า เที่ยวบินหนึ่งสามารถนำคนกลับมาได้จำนวนเท่าไหร่ นายเศรษฐากล่าวว่า 423 คน ทั้งนี้ สำหรับแรงงานไทยที่อยู่ในอิสราเอลมีจำนวน 25,000 คน โดยมีประมาณ 5,000 คน ที่อยู่ในเขตที่ปิด และตอนนี้เท่าที่ทราบมี 11 คน ที่ยังไม่มีการยืนยันเป็นทางการว่าถูกจับกุม รวมถึงผู้เสียชีวิต 1 คน ส่วนผู้บาดเจ็บยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และแน่นอนระหว่างที่ตนปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด กับเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอล เราก็มีเบอร์โทรศัพท์กัน เขาก็มีเบอร์โทรศัพท์ตนแล้ว เขาสามารถติดต่อตนได้ตลอด รวมถึงให้มีการรายงานประจำวัน ซึ่งไม่ต้องห่วง เพราะเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญสูงสุด

เมื่อถามย้ำว่า เป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นธรรมดา การที่มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นเรื่องที่เราเสียใจ ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนไทยที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เรามีความกังวล มีความไม่สบายใจ

เมื่อถามว่า จะมีการตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ญาติประสานงานหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ก็คงต้องมี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ได้เดินเข้าไปห้องรับรอง ก่อนที่จะเดินกลับมาให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยนายเศรษฐากล่าวว่า เนื่องจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องรุนแรง และต้องมีคนคอยประสานงานอยู่ด้วย ตนจึงสั่งการไม่ให้นายจักรพงษ์เดินทางไปด้วย และถอนรายชื่อออกจากเที่ยวบินนี้ และจะดูปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ คำถามที่ถามเมื่อสักครู่นายจักรพงษ์ได้ยินแล้ว และจะให้ความกระจ่างต่อไป รวมถึงการประสานงาน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกจับไป การเดินหน้าทางการทูต เพื่อให้คนไทยปลอดภัยทุกคน อย่างน้อยก็เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนสบายใจว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมนายจักรพงษ์มีรายชื่ออยู่ในคณะที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจกับนายกฯที่ต่างประเทศในครั้งนี้ด้วย และได้เดินทางมาที่ท่าอากาศยานทหาร 2 ในครั้งนี้ เพื่อเตรียมจะเดินทางไป แต่เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมอบหมายด่วน จึงไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยแล้ว