คอลัมน์หน้า 3 – แนวทาง พื้นฐาน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แนวทาง ก้าวไกล
การเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมของพรรคก้าวไกล ล่อแหลมและแหลมคมอย่างยิ่งอยู่แล้ว
ยังตามมาด้วยร่าง พ.ร.บ. “นิรโทษกรรม” กระหน่ำเข้าไปอีก
สายตาที่ทอดมองไปยัง นายชัยธวัช ตุลาธน ไปยัง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปยัง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จึงมากด้วย “คำถาม”
เพียงจังหวะแห่งการเข้ายึด “ผู้นำ ฝ่ายค้าน” ก็เป็น “สายล่อฟ้า” น่าหวาดเสียว
เพียงการออกมา “ปฏิเสธ” การเข้าร่วมใน “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติและแนวทางร่างรัฐธรรมนูญ”
ก็ “เรียกแขก” อย่างเซ็งแซ่อย่างยิ่ง
ทำไมจะต้องท้าทายเข้าไปในพรมแดนแห่ง “นิรโทษกรรม” อันถือว่าเป็นพื้นที่ที่
“ต้องห้าม” ในทางการเมืองอีกด้วย
เป็นคำถามถึง “ก้าวไกล” เป็นคำถามถึง “ชัยธวัช”
ทุกอย่างดำเนินไปตามความคาดหมายจาก “เกจิ” ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในสนามการเมืองอย่างมิได้ผิดเพี้ยน
เป็นเสียงค้านจาก “เพื่อไทย” เป็นเสียงค้านจาก “รวมไทยสร้างชาติ”
เสียงพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นเสียงที่สามารถเข้าใจได้ น่าเชื่อว่าภายในพรรคพลังประชารัฐก็แทบจะเป็นไปในทางเดียวกัน
เสียงพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เหนือความเข้าใจ
กระนั้น เสียงอันดังมาจากภายในของพรรคเพื่อไทยต่างหากที่เร้าความสนใจให้เกิดขึ้น
แม้จะแฝงมาด้วย “คำเตือน” สะท้อน ความห่วงใย
แม้ว่าความห่วงใยเหล่านี้เหมือนจะมองข้าม “ข้อเสนอ” ก่อนหน้านี้ในเรื่องเกี่ยวกับ “นิรโทษกรรม” จาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
จุดนี้เองที่หลายคนเริ่มมอง “ก้าวไกล” อย่างเข้าใจมากขึ้น
การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของพรรคก้าวไกลจึงมิได้เป็นการดำรงจุดมุ่งหมายในทางการเมือง “เดิม” ของตน
เพราะว่าเป็น 1 ใน 300 นโยบายที่มีอยู่
ที่มากยิ่งกว่านั้นก็คือ เรื่อง “นิรโทษกรรม” เป็นจุดอันก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในระหว่างการจัดทำ MOU วันที่ 22 พฤษภาคม
“เสียง” ของพรรคเพื่อไทยเป็นเช่นนี้มาก่อนแล้ว
เป็นเสียงที่ไม่เพียงแต่สะท้อนความต่างในเชิงเปรียบเทียบกับพรรคก้าวไกล หากแต่ยังแตกต่างไปจาก “คนเสื้อแดง”
พลันที่มีข้อเสนอจาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เด่นชัด กึกก้อง
สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดและแนวทางของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแนวคิดและแนวทางที่ใกล้เคียงกับของพรรคก้าวไกล
นี่คือจุดอันละเอียดและอ่อนไหวในทางการเมือง
เป้าหมายอย่างแท้จริงของพรรคก้าวไกล คือการดำรงจุดมุ่งหมายอันได้รับการจำหลักอย่างหนักแน่นตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่
นั่นคือ การสร้าง “จุดต่าง” ในทาง “การเมือง”
หากไม่มีความต่างบนฐานแห่งความเปรียบเทียบประชาชนจะแยกจำแนกการเมือง “ใหม่” ออกจากการเมือง “เก่า” ได้อย่างไร
ชัยชนะของพรรคก้าวไกล จึงได้มาจากความแตกต่างอย่างนี้

