บทนำ : นโยบาย 1 หมื่นบาท

11.10.23 | 08:24 น.

นโยบายแจกเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ที่จะเริ่มต้นในเดือน ก.พ. 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งการฟื้นตัว ได้รับความสนใจจากสังคม ทั้งจากประชาชนที่รอคอยนโยบายนี้ จากภาคธุรกิจที่หวังเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย นักวิชาการบางกลุ่ม และฝ่ายค้านบางกลุ่ม ไม่เห็นด้วย และเข้าชื่อเสนอให้ยกเลิกนโยบายนี้

นายพันธ์เลิศ ใบหยก ประธานกรรมการเครือโรงแรมใบหยก กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายต่อไป อย่าหวั่นไหว อย่าเลิก เพราะเป็นความหวังของประชาชน คนที่ค้านเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่แสดงความคิดเห็น ขณะที่เสียงสนับสนุนนั้นมีมากกว่า แต่ไม่ได้แสดงออกมา รัฐบาลควรฟังเสียงประชาชนดีที่สุด นโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว รัฐบาลมีรายได้จากภาษีกลับคืนมา ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขอให้รัฐบาลใช้หลักรัฐศาสตร์นำหน้าหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อเดินหน้านโยบายนี้ต่อ

นายสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เคจำกัด (มหาชน) หรือ MBK กล่าวว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล มองในแง่ของการค้า ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในหลักเศรษฐศาสตร์ ทางรัฐบาลต้องหาวิธีการไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ และหารายได้เพื่อชดเชยกับที่ใช้ไปกับนโยบาย คือต้องมีการบาลานซ์กันทั้ง 2 ทาง อย่างเช่น รัฐอาจจะมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากปัจจุบัน 7% เป็น 10% ขณะเดียวกันให้มีการสะสมใบกำกับภาษีเพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ 100,000 บาทในช่วงสิ้นปี โดยต้องทำตลอดทั้งปี ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ

ถือเป็นเรื่องทีดี ที่นโยบายของพรรคการเมือง ได้รับความสนใจ วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด ที่ผ่านมา นโยบายสำคัญๆ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์และขัดขวาง กว่าจะผ่านออกมาใช้ได้ ซึ่งหลายๆ เรื่อง ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันดำเนินการ และพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิและภาระหน้าที่ของรัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายและแก้ปัญหาของประเทศ นโยบายจะสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะติดตามมา