หน้าแรก การเมือง ส.ว.แนะ รบ.ถอ...

ส.ว.แนะ รบ.ถอยแจกเงินดิจิทัล ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย ห่วงกระทบ ศก.-ปชช.ระยะยาว

10.10.23 | 12:21 น.

ส.ว.แนะ รบ.ถอยแจกเงินดิจิทัล ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย ห่วงกระทบ ศก.-ปชช.ระยะยาว

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ในการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หารือ โดยมี ส.ว.หลายคนทักท้วงถึงการเดินหน้าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาล เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและประชาชนระยะยาว พร้อมเสนอแนะให้ถอยโครงการดังกล่าว

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว. หารือว่า โครงการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลตนมองว่าเป็นโครงการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เนื่องจากไม่ชี้แจงรวมถึงแถลงแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะนำมาใช้ รวมถึงสุ่มเสี่ยงขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการเงินการคลังของรัฐ นอกจากนั้นแล้วส่อขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว อย่างไรก็ดี ตนทราบว่ารัฐบาลจะให้ธนาคารออมสินรับโครงการดังกล่าวไปดำเนินการแทนโดยใช้เงินของธนาคาร รวม 5.6แสนล้านบาท และรัฐบาลจะชดเชยให้ภายหลัง และจากการพิจารณารายละเอียดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารออมสินแล้ว มองว่าการดำเนินการดังกล่าวจะขัดกับกฎหมายของธนาคาร

“ผมขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ หากจะทำเพราะได้หาเสียงไว้ ควรพิจารณาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเงินการคลัง หากทำผิดพลาดใครจะรับผิดชอบ แม้จะบอกว่าประชาชนต้องรับผิดชอบ แต่ผมมองว่าผู้รับผิดชอบคือ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง ฐานะประธานวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึง ครม. ผมขอให้ดูโครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ขอให้นำความเห็นผู้ที่คัดค้านไปปรับปรุงแก้ไข” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว. หารือว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลเป็นนโยบายที่เป็นปัญหาและไม่ถูกต้องด้วยกาลเทศะ เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องกระตุ้นมากนัก ดังนั้น ตนมองว่าควรเน้นเสถียรภาพมากกว่าการสร้างภาระหนี้สินให้รัฐในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงติง ตนมองว่ารัฐบาลควรรับฟังเหตุผล

“รัฐบาลยืนยันทำโครงการ โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน ผมว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากสิ่งใดเป็นพิษต้องไม่ตามใจประชาชน นายกฯเหมือนหมอที่รักษาไข้ราษฎร หมอให้ยาพิษเคลือบน้ำผึ้งกับคนไข้ไม่ได้ ประชาชนย่อมไม่รู้ถึงพิษที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ ผมเสนอแนะว่ารัฐบาลต้องกล้าหาญและยอมรับสารภาพความจริงกับประชาชนว่าไม่ทำโครงการนี้ ความมุ่งมั่นทำโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องกล้าหาญ แต่เป็นเรื่องดื้อรั้นไม่มีเหตุผล ดังนั้น ยังมีเวลาจะทบทวน ผมหวังว่านายกฯจะรับฟังเสียงท้วงติง” นายถวิลกล่าว

Advertisement

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. หารือว่า สินทรัพย์ หรือเงินดิจิทัลที่ ใช้ตลาดเก็งกำไรทั่วโลกเป็นความเสี่ยงหากรัฐบาลจะเข้าไปรับประกันมูลค่าและนำเข้าสู่การซื้อขายเงินคริปโท เพราะมีกรณีของบิตคอยน์ที่พบว่ามีมูลค่าขึ้นสูงสุด 6.9 หมื่นเหรียญสหรัฐ แต่วันนี้เหลือ 2.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ และบิตคอยน์นั้นเชื่อว่าอยู่ในกลุ่มของฟอกเงินของนักพนัน ผู้ค้าของเถื่อน หลบเลี่ยงภาษีทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรมองแค่ผลบวกอย่างเดียว และไม่ควรเอาประเทศไปเสี่ยงในวงการดังกล่าว

“ผมไม่เห็นด้วยที่จะแจกเงินแบบเหวี่ยงแหทุกกลุ่ม เพราะเป็นนโยบายที่ไม่สร้างความเป็นธรรม และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ดังนั้น รัฐบาลควรจะทำคือเน้นการใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก รวมถึงเน้นการลงทุนภาครัฐ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นโยบายแจกเงินนั้นเป็นความเลื่อนลอยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นความคาดหวังเกินจริง การใช้จ่ายเงินของรัฐ แจก หรือโอน จะมีมูลค่าต่ำกว่าตัวคูณในการลงทุนของภาครัฐ ดังนั้น ผมขอให้รัฐบาลถอยโครงการนี้และนำเงินไปใช้ในทางที่เหมาะสมของประเทศต่อไป” นพ.เจตน์กล่าว