“หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แถลงเปิดตัวเข้า พรรคเป็นธรรม เรียบร้อยแล้ว หลังถูก พรรคก้าวไกล ขับพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค
ในระหว่างการแถลงข่าว ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ยืนยันว่า การรับ ปดิพัทธ์ ไม่ใช่การตกปลาในบ่อเพื่อน ไม่ใช่สาขาของก้าวไกล อย่างที่ถูกครหา แต่เป็นการย้ายที่ ปิติพงศ์ กับ ปดิพัทธ์ ระบุตรงกันว่า ด้วยอุดมการณ์ล้วนๆ
สำคัญที่สุด พรรคเป็นธรรม ก็ยังพร้อมสานฝัน ปดิพัทธ์ ในภารกิจรัฐสภาโปร่งใส่ร่วมกันด้วย
นี่จึงทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น แม้จะถูกฝ่ายรัฐบาล เรียกหาความสง่างาม เย้ยกลับว่า ก้าวไกลการละคร ก็ตาม
เพราะต้องยอมรับว่า ดีลนี้ นอกจาก จะทำให้ ฝ่ายค้าน ไม่ต้องเสียเก้าอี้ รองประธานสภาฯ ให้กับขั้วรัฐบาลแล้ว ยังมี ผลลัพธ์ ทำให้ พรรคก้าวไกล แกนนำพรรคฝ่ายค้าน สามารถดัน “เดอะต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน ขึ้นทำหน้าที่ “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ได้ในคราวเดียวกันด้วย
ในข้อตกลงฉากหน้าก็เป็นอย่างที่แถลง แต่ เบื้องลึก ถึงสาเหตุว่า ทำไมต้อง พรรคเป็นธรรม ก็มีอยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หรือ “ทายาทเจ้าพ่อรถทัวร์สายใต้” โดยตระกูลเต็มเจริญ เป็นเจ้าของกิจการรถร่วม บขส. ในนามกลุ่มไทยเดินรถโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2538 เปิดตัวลงสมัคร ส.ส.สมัยแรก ในนามพรรคประชากรไทย
ในยุคที่ พรรคไทยรักไทย รุ่งเรือง นายปิติพงศ์ ถือเป็น 1 ใน ส.ส.ฝั่งธนบุรี แม้ไทยรักไทยถูกยุบก็ยังย้ายมาลงให้พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย แต่ไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ กระทั่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ครั้งแรกหลังรัฐประหารปี 2557 ได้ย้ายมาอยู่กับ พรรคเสรีรวมไทย แต่คะแนนของพรรค ไม่พอส่งเข้าสภาฯ ไม่นาน ก็มีเหตุขัดแย้ง จนต้องลาออก
จากนั้น ไม่นานมีข่าวว่า นายปิติพงศ์ รับเซ้ง พรรคกลาง มาเปลื่ยนชื่อเป็น พรรคเป็นธรรม โดยมี “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น เป็นกุนชือคนสำคัญในเรื่องนี้ แม้เจ้าตัวจะเป็นอยู่ พรรคเพื่อไทย ก็ตาม
แน่นอนว่า สายสัมพันธ์นี้ผูกพันกันมาตั้งแต่รุ่นอา นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นายปิติพงศ์ นับถือเป็นครูการเมือง ซึ่ง นายปรีดา คนนี้เป็นตัวละครสำคัญ ที่ใบเบิกทาง ทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมือง ในฐานะนายตำรวจติดตาม เข้ามาเรียนรู้งานในทำเนียบรัฐบาล
อย่างที่รับรู้กัน ในวันที่ นายปิติพงศ์ เข้ามาทำพรรคเป็นธรรม ก็ประกาศจุดยืนอยู่แนวร่วมฝั่งประชาธิปไตย
โดยมีข่าวระบุในทำนองว่า เข้ามาเป็นใบเบิกทาง ระหว่างรอความชัดเจนของกติกาการเลือกตั้ง เพื่อรับ “ก๊วนการเมือง” จากพรรคใหญ่ ย้ายมาสบทบ หากกติกาไม่ถูกแก้ไข
แต่แล้วเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับมาเป็นบัตร 2 ใบ จึงไม่มี “บิ๊กเนม” มาอยู่ แต่โชคดีได้ดาวรุ่ง นักสิทธิมนุษยชนหนุ่ม อดีตหัวหน้าสำนักงานภาคสนาม สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเดิมเคยเปิดตัวกับ พรรคไทยสร้างไทย ไปแล้ว มาช่วยขับเคลื่อนพรรค
คนๆนั้นไม่ใช่ใคร แต่คือ กัณวีร์ สืบแสง หรือ นล ส.ส.คนเดียวของ พรรคเป็นธรรม ในวันนี้นั่นเอง
ซึ่งในวันนั้นที่ เป็นธรรม สามารถชิงตัวมาจาก ไทยสร้างไทย ได้ ก็ด้วยสายสัมพันธ์เดิม สมัยที่ นายกัณวีร์ ยังรับราชการ เป็น “ลูกหม้อ” ในสำนักงานสมช. ที่คุ้นเคยดี อยู่กับ 2 เพื่อนรักเตรียมทหาร รุ่น 14 “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร เลขาฯสมช. และ “เสธ.โหน่ง” พล.ท.พงศกร รอดชมภู แกนนำพรรคอนาคตใหม่ รองเลขาฯสมช. ในยุคที่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เลือกมารับบทสำคัญ คุมงานด้านความมั่นคง
มองแบบผิวเผิน สายสัมพันธ์นี้ดู จะชัดเจนกับ พรรคเพื่อไทย มากกว่า แต่ภายหลังที่ นายกัณวีร์ เข้าพรรคมา เป็นธรรม ก็มีความชัดเจนในนโยบายทำนองเดียวกับ พรรคก้าวไกล
ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึง การปฏิรูปกองทัพ โดยไปผนึกกำลังกับ นักกิจกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัด จนได้เสียงสนับสนุนได้เข้าสภาฯ และร่วมผลักดันนโยบายหาเสียงนี้ ร่วมกับบางปีกของ พรรคก้าวไกล รวมไปถึง พรรคประชาชาติ พรรคของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กระทั่งได้รับบรรจุเป็น 1 ในเอ็มโอยู ฉบับ 8 พรรคร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดระหว่างแกนนำคนสำคัญของ 2 พรรค สะท้อนได้ชัดเจน ในวันที่ พรรคก้าวไกล เริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เอ่ยปากทันทีว่า จะชวนพรรคเป็นธรรม ซึ่งมีเพียง 1 เสียงเข้าร่วมด้วย
เช่นเดียวกัน พรรคเป็นธรรม ก็ยืนยันว่า จะเดินร่วมหัวจมท้ายเป็นฝ่ายค้าน ไปกับ พรรคก้าวไกล ในวันที่เอ็มโอยู 8 พรรคกำลังจะถูกฉีกลง
นี่จึงไม่แปลกว่า ทันทีที่มีข่าวว่า ก้าวไกล จะรับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” โดยไม่เสียตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ไปให้ขั้วรัฐบาล ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ นั้น
ทำไมถึงมีชื่อ “เป็นธรรม” มาเป็นตัวเลือกแรก และ เป็นตัวเลือกเดียว ทันที

