บทนำวันพฤหัสบดีที่12กันยายน2566 : ฟังแล้วตัดสินใจ
นักวิชาการและคณาจารย์เศรษฐศาสตร์จำนวนเกินร้อยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงิน digital 10,000 บาท ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ว่า 1.เศรษฐกิจของประเทศไทยกําลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว จะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.8 ในปีนี้ และร้อยละ 3.5 ในปีหน้า 2.เงินงบประมาณของรัฐมีจํากัดย่อมมีค่าเสียโอกาสเสมอ เงินจํานวนมากถึงประมาณ 560,000 ล้านบาทนี้ ทําให้รัฐเสียโอกาสที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้าง Digital Infrastructure หรือในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นต้น
3.การกระตุ้นเศรษฐกิจให้รายได้ประชาชาติ (GDP) ขยายตัว โดยรัฐแจกเงิน จํานวน 560,000 ล้านบาท เข้าไปในระบบ เป็นการคาดหวังที่เกินจริง 4.ขณะนี้อยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2565 เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก การก่อหนี้จํานวน มาก ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพันธบัตร หรือกู้เงิน ก็ล้วนแต่จะทําให้รัฐบาลและคนทั้งประเทศต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
5.ในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด และภาวะเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลแทบทุกประเทศสร้างหนี้มาก แต่หลังวิกฤตโรคระบาดและภาวะเศรษฐกิจถดถอยผ่านไป หลายประเทศได้ลดการขาดดุลภาครัฐและหนี้สาธารณะลง เพื่อสร้าง “ที่ว่างทางการคลัง” (Fiscal Space) ไว้รองรับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ดูจะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น 6.การแจกเงินคนละ 10,000 บาท ให้ทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี เป็นนโยบายที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างยิ่ง
และ 7.ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างไทย การเตรียมตัวทางด้านการคลังเป็นสิ่งจําเป็น ประเทศจึงควรใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รักษาวินัยและเสถียรภาพทางด้านการคลังอย่างเคร่งครัด
ขณะที่รัฐบาลทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และคณะ มองต่าง เพราะพรรคเพื่อไทยได้วางแผนบริหารเศรษฐกิจประเทศเอาไว้ ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้จีดีพีต้องโตปีละ 5% นโยบายเงินดิจิทัลก็เป็นนโยบายสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจพุ่งทะยานได้ช่วงต้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลยินดีรับฟังทุกความเห็น และสุดท้ายรัฐบาลต้องตัดสินใจ นี่คือหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่ต้องตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจนั้น

