เปิดมุมมอง‘เอกชน-นักวิชาการ’ เงินดิจิทัล 1 หมื่นบ.

13.10.23 | 12:21 น.

หมายเหตุ – ความเห็นภาคเอกชน นักวิชาการ กรณีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่ยังมีความเห็นแตกต่าง ทั้งวิธีดำเนินการและงบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท ว่ามีความเหมาะสมและคุ้มค่าหรือไม่

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

การดำเนินนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท รัฐบาลบอกว่าไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่จัดเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ จากคำกล่าวนี้มองว่านโยบายนี้เรียกว่าการให้เงินใช้จ่ายจะถูกกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเบื้องต้นรัฐบาลเป็นผู้ให้เงินกับประชาชน และคำว่ากระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นผลตามมาหลังจากประชาชนใช้จ่ายเงินที่รัฐบาลนำมาแจก ดังนั้น ทั้งคำกล่าว 2 คำนี้จึงมีความหมายเดียวกัน

สำหรับการคาดการณ์นโยบายนี้ โดยผลในเชิงประสิทธิภาพและคุณภาพจากการศึกษาผลวิจัยจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตที่ผ่านมา และรวบรวมในหลายช่วงเวลา เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า การทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่วัดจากตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) หรือจำนวนการหมุนของเงินในระบบว่าเกิดขึ้นกี่รอบนั้น อยู่ในกรอบ 0.4 0.9 รอบ สะท้อนว่าประสิทธิภาพของนโยบายไม่ค่อยดีนัก เพราะประสิทธิภาพที่ดีตัวทวีคูณทางการคลังต้องได้มากกว่า 1 รอบ

Advertisement

อีกทั้งสิ่งสำคัญตัวคูณนี้ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนในการขับเคลื่อนนโยบาย หรือต้นทุนการนำเงินมาใช้พัฒนาระบบบล็อกเชน ที่คาดว่ามีต้นทุนในการสร้างระบบสูง และไม่ได้รวมอยู่ในงบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจึงมองว่าการดำเนินการนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนจะกลับสู่ภาครัฐ

ขณะเดียวกัน ถ้ารัฐจะทำนโยบายแล้วเลือกทำในโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีระบบอยู่แล้ว เช่น การใช้จ่ายเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง จะทำให้ลดต้นทุนได้มากกว่า เพราะถ้าทำในระบบบล็อกเชนจะต้องมีการสร้างระบบใหม่ และไม่แน่ใจว่าการสร้างระบบใหม่จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะถ้ามีการเลือกตั้งครั้งถัดไปและเกิดการจับขั้วรัฐบาลใหม่ รวมถึงมีการทำนโยบายใหม่ขึ้นมาจะต้องสร้างระบบใหม่ตามหรือไม่

นอกจากนี้ สิ่งที่ยังเป็นกังวลต่อการทำนโยบายนี้ มองว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย เพราะรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขขัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดการใช้เงินในวงจำกัดโดยใช้พื้นที่มาเป็นกฎเกณฑ์ มองว่าเป็นการผูกมัดร้านค้าที่เกิดการผูกขาดด้านการใช้จ่ายประชาชน หากเปรียบเทียบกับมาตรการคนละครึ่งที่ระบุให้ร้านค้าขนาดกลางและเล็กเข้าร่วม สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยได้ดี สอดคล้องกับการให้เงื่อนไขว่าต้องใช้จ่ายในร้านค้าที่มีสิทธิขึ้นเงินจะต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ถ้าประชาชนได้รับเงินแล้วมีแนวโน้มที่จะใช้เงินไปกับการกักตุนสินค้าในร้านค้าขนาดกลางถึงใหญ่มากกว่าการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้ารายย่อย จึงมองว่าการกระตุ้นของเม็ดเงินไม่สะพัดมากในระบบเศรษฐกิจ

ข้อมูลต่างๆ ยังขัดกันเอง จากที่รัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าคนจะไปใช้เงินในห้างใหญ่ ขณะที่กำหนดพื้นที่ในรัศมี 4 กิโลเมตรก็มีคนที่เสียสิทธิหากทำงานในต่างพื้นที่ อยากให้ประชาชนสามารถนำเงินมาตั้งต้นธุรกิจได้ แต่ถ้าร้านค้าอยู่ไกลจากพื้นที่ก็ไม่สามารถใช้จ่ายได้ จึงเห็นว่ายังขัดแย้งกันเอง

ขณะเดียวกัน จากแหล่งเงินทุนที่รัฐจะนำมาใช้ดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจน ทั้งการกู้เงินจากธนาคารของรัฐ การตัดงบประมาณของกระทรวงอื่นๆ และการนำเงินจากวงเงินมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง รวมถึงหากนับแค่รายได้กลับเข้ารัฐจากการทำนโยบายนี้ ยังเก็บเงินได้เพียง 20% เพราะรัฐแจ้งว่าลงทุน 5.6 แสนล้านบาท แต่ได้เงินกลับมาในส่วนของภาษีเพียง 1 แสนล้านบาท คิดเป็น 20% เท่านั้น

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐเรื่องการทำนโยบายนี้ มองว่าช่วงเวลาการทำไม่เหมาะสม แม้เข้าใจว่าจะเป็นการทำนโยบายเพื่ออยากให้ประชาชนได้รับรายได้ แต่เชื่อว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าถ้ารัฐบาลนี้อยู่ครบเทอม ก็มองว่าต้องมีช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ตรงนั้นสามารถนำมาตรการนี้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า และรัฐต้องกลับไปคิดรูปแบบให้ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขการทำนโยบายว่าจะให้ประชาชนกลุ่มใด ใช้แหล่งเงินจากไหน และรายได้รัฐจะกลับเข้ามาเพียงพอหรือไม่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุด

หากใช้นโยบายขณะนี้ มีการแจกเงินโดยที่ระบบยังไม่ชัดเจน การใช้เงินกระจัดกระจายอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะการใช้เงินงบประมาณที่เป็นเงินหลวงไม่สามารถใช้อย่างผิดวิธีได้ ถ้าใช้ผิดหลักการจะถูกเรียกรับเงินคืน และอาจนำไปสู่ขั้นตอนทางกฎหมายที่จะได้เห็นการติดคุกขึ้นได้ ซึ่งไม่อยากเห็นภาพนี้

นโยบายนี้สามารถทำได้ในช่วงเวลาใดนั้น สามารถพิจารณาได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี คือการขยายตัวมากกว่า 3.6% หากดูประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2567 สามารถขยายตัวได้ที่ 4% ไม่นับรวมการทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล จากตัวเลขจีดีพีที่สูงกว่า 3.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง และยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงมากว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทั่วโลกขยับเพิ่มขึ้น ตามวัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูง มีความเป็นไปได้ที่ระบบเศรษฐกิจจะเกิดความเสี่ยงและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่า 3.6% ซึ่งช่วงเวลานั้นอาจมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่จะมีในปี 2567 ยังมีน้อย และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตได้ถึง 4% สิ่งที่รัฐควรจะทำในระยะนี้คือการทำเศรษฐกิจไทยยั่งยืนในระยะยาว เช่น การวางพื้นฐานทางด้านการศึกษาให้เข้มแข็งมากขึ้น การจัดการปัญหากับภัยแล้งที่ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการผลักดันนโยบายในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเศรษฐกิจในอนาคตจากกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เรื่องดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่รัฐควรให้ความสนใจมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มาตรการกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาลที่สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน หากมองภาพรวมประเทศในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นโดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่กลไกการบริโภค เป็นวิธีการที่หลายประเทศทั่วโลกนิยมใช้กัน โดยเฉพาะในมิติการเมืองที่รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงภายในไตรมาสแรกหรือไตรมาสที่สอง หลังเข้ามาบริหาร
ประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องกำหนดกฎกติกาและเงื่อนไขการใช้เงินให้ชัดเจน ไม่กระจุกตัวเฉพาะในชุมชนเมือง ชุมชนหนาแน่น หรือในพื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัยเท่านั้น คาดว่าในระยะ 3 เดือนที่รัฐบาลเติมเงินเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลให้ประชาชนไปแลกซื้อสินค้า จะทำให้ผู้ประกอบการกล้าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาด เพราะมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ส่วนแรงงานก็จะได้ค่าตอบแทนนำไปใช้จ่ายต่อ เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในระบบ ส่วนในเชิงการเมืองรัฐบาลจะได้ผลงานและตัวชี้วัดที่สามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนตามที่สัญญาไว้ภายในไตรมาสที่สองของการบริหารประเทศ ส่วนไตรมาสที่สามรัฐบาลต้องประเมินและวัดผลว่ามาตรการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน และไตรมาสที่สี่ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพัฒน์ มาวิเคราะห์ว่ามาตรการนี้มีผลต่อวงจรเศรษฐกิจในเชิงเศรษฐศาสตร์หรือไม่

ยอมรับว่ามาตรการนี้ส่งผลดีในระยะสั้น แต่ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีฐานะร่ำรวยขึ้น เพราะเงิน 10,000 บาท สามารถเลี้ยงตัวเองได้ประมาณ 1-2 เดือน รัฐบาลต้องหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เช่น การสร้างอาชีพ และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำภายใน 4 ปี เพื่อหาเงินมาชดเชยเงินที่รัฐบาลนำไปใช้จ่าย

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้รัฐบาลได้เม็ดเงินมาชดเชยเงินที่ใช้จ่ายไปกับมาตรการกระเป๋าเงินดิจิทัลกว่า 5 แสนล้านบาท รวมทั้งการเร่งขยายฐานการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม และเจรจากับผู้ประกอบการให้ชัดเจนว่าจะอยู่ได้หรือไม่ หากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำภายในปี 2570 นี้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ชัดเจนว่า มาตรการนี้จะดีหรือไม่ดี ต้องปล่อยให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบก่อน แต่ในระยะสั้นเชื่อว่าดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจพุ่งขึ้นแน่นอน สินค้าต่างๆ ขายดีขึ้น และเกิดการจ้างงานเพิ่ม

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลเศรษฐา หากมองถึงนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท นับว่าเริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าต่อไป หากสามารถทำได้สำเร็จตามที่คาดหวังไว้ จะช่วยผลักดันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2567 เติบโตได้กว่า 5% อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่าวิธีการใช้แจกจะเป็นรูปแบบใด และใช้จ่ายในรูปแบบไหน ประเด็นเหล่านี้นักวิชาการ ภาคเอกชน รวมถึงผมเอง ยอมรับว่า มีความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจใช้งบประมาณมากเกินไป หรือประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศ เงินเฟ้อ และความกังวลเรื่องดอกเบี้ย จึงอยากให้มีการพิจารณาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่กระทบกับงบประมาณแผ่นดินมากจนเกินไป